ตลาดกิมหยงอ่วม หอการค้า-สมาพันธ์ SMEs สงขลา จี้รัฐเร่งฟื้นฟูจ่ายเงินเยียวยา “ลูกจ้าง-ผู้ประกอบการค้า” หาดใหญ่ ศึกษาเมกะโปรเจ็กต์ป้องกันน้ำท่วม สร้างความเชื่อมั่นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเงินการลงทุนภาคใต้ นักลงทุนระดับ 1,000 ล้านส่อย้ายหนี
นายกร สุริยะพันธ์ ประธานสมาพันธ์ SMEs ไทยจังหวัดสงขลา และประธานสมาพันธ์ SMEs กลุ่มภาคใต้ชายแดน (สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการ SMEs ใน จ.สงขลา ประมาณ 100,000 ราย แบ่งเป็นผู้ประกอบการที่เป็นสมาชิกสมาพันธ์ประมาณ 70,000 ราย และที่ไม่ได้เป็นสมาชิกอีกประมาณ 30,000 ราย ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ โดยผู้ประกอบการหลายรายได้สั่งซื้อสินค้ามาเก็บสต๊อกไว้ในคลังสินค้าเต็มที่ เพื่อไว้รองรับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จนถึงเทศกาลตรุษจีน 2569 “ต่างได้รับความเสียหายอย่างสิ้นเชิง”
ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งจัดทำมาตรการฟื้นฟูเยียวยา SMEs โดยสมาพันธ์เห็นว่า จัดให้มีวิศวกรจากต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ มาศึกษาและวางแผนแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน เนื่องจากมีแนวโน้มว่านักลงทุนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้จะอพยพออกไปจากกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเรื่องน้ำท่วมใหญ่อีก “เฉพาะที่หาดใหญ่ หากในอนาคตยังไม่มีมาตรการที่จะป้องกันน้ำท่วม ก็มีโอกาสสูงมากที่นักลงทุนระดับ 100-1,000 ล้านบาท จะไม่กล้าเสี่ยงเข้ามาลงทุนอีก” นายกรกล่าว
น้ำท่วมนอกจากสร้างความเสียหายทางด้านทรัพย์สินมหาศาลแล้ว ผู้ประกอบการ SMEs ยังสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้จากงานซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่กำลังจัดขึ้นในตอนนี้ การจัดงานอีเวนต์ต่าง ๆ งานเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2568 ต้อนรับปีใหม่ 2569 จากที่ปกติ SMEs เหล่านี้จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้จังหวัดสงขลาคิดเป็น ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาทต่อปี
ดังนั้นเพื่อให้ SMEห ได้มีโอกาสฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว รัฐบาลต้องมีการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) โดยปลอดดอกเบี้ยระยะหนึ่ง และงดเก็บค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำ, โทรศัพท์, อินเทอร์เน็ต และค่าแรง ซึ่งรัฐบาลควรออกให้นายจ้างไปก่อน 3 เดือน จนกว่าจะตั้งตัวได้ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ผู้ประกอบการ SMEs จะต้องลดขนาดกิจการหรือเลิกกิจการจะส่งผลกระทบให้เกิดการว่างงานเป็นจำนวนมาก
“โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ร้านค้าปลีกจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ การฟื้นฟูธุรกิจให้กลับมาจะต้องมีการสร้างภาระหนี้เพิ่ม ขณะที่หลายรายภาระหนี้เก่า หนี้ครัวเรือน ทั้งค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ผ่อนอุปกรณ์ครัว อุปกรณ์สำนักงานยังเป็นหนี้ก้อนใหญ่ ทำให้ตอนนี้ผู้ประกอบการ SMEs ส่วนหนึ่งเริ่มถอดใจแล้วเพราะไม่ต้องการสร้างภาระหนี้เพิ่ม ดังนั้น นโยบายการเงินการคลังรัฐบาลจะต้องยืดหยุ่นผ่อนปรนให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ โดยเฉพาะเครดิตบูโร ไม่ใช่เริ่มทวงหนี้กันแล้ว” นายกรกล่าว
ทั้งนี้ จากการสอบถามผู้ประกอบการค้าย่าน Downtown ตลาดกิมหยง ฯลฯ เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ จ.สงขลา หลายรายกล่าวว่า ที่ผ่านมาก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ได้ไปกู้เงินเพื่อนำมาลงทุนสั่งซื้อสินค้าบริโภคและอุปโภคมาเก็บสต๊อกไว้ เพื่อจำหน่ายช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับใหม่ 2569 ยาวต่อเนื่องไปจนถึงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งบางรายสต๊อกสินค้าไว้มูลค่า 1.5-2 ล้านบาท ต่างก็ประสบภัยน้ำท่วมหนัก สินค้าที่สต๊อกไว้หายไปกับน้ำได้รับความเสียหายมาก ทำให้ผู้ค้าในตลาดกิมหยงบางส่วนมีแนวโน้มที่จะ “เลิกกิจการ” หรือย้ายออกจากพื้นที่ไปก่อนระยะหนึ่ง
เร่งดึงความเชื่อมั่นธุรกิจใหญ่เมินลงทุน
นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ธุรกิจที่เป็นเครือข่ายหอการค้าสงขลา มีทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และ SMEs ต่างก็ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเป็นวงกว้าง โดยปัจจุบันมีธุรกิจที่ได้รับความเสียหายประมาณ 80% เป็นธุรกิจหลากหลายประเภท เช่น ห้างสรรพสินค้าที่มีหลายสาขา, คลังสินค้า, โรงงานผลิตรถยนต์-รถจักรยานยนต์ รวมถึงร้านค้าและบริการในหลายพื้นที่ เบื้องต้นจากการสำรวจมีเพียง 20% ที่ได้รับผลกระทบเล็กน้อย เนื่องจากทำเลไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม
ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการมาตรการฟื้นฟูเยียวยาและต้องทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ Quick Big Recovery เช่น โครงการช็อปดีมีคืน และโครงการคนละครึ่ง โดยให้เฉพาะพื้นที่เขตภัยพิบัติ อ.หาดใหญ่ ไปจนถึงปี 2569
หากไม่มีมาตรการเหล่านี้ “การฟื้นฟูเศรษฐกิจอาจเป็นไปได้ยาก” จะส่งผลกระทบเป็นห่วงโซ่ การจ้างงานลดลงจะทำให้อัตราการว่างงานสูงขึ้น ที่สำคัญ จังหวัดสงขลาประสบภัยพิบัติน้ำท่วมทุก 10-15 ปี รัฐบาลต้องเร่งทำ “โครงการเมกะโปรเจ็กต์ป้องกันน้ำท่วม” เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น และประเทศเนเธอร์แลนด์ มิเช่นนั้น จ.สงขลา ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจการเงินการลงทุนของภาคใต้จะขาดความเชื่อมั่นและการลงทุนขนาดใหญ่จะไม่เกิดขึ้น
สำหรับมาตรการฟื้นฟูผู้ประกอบการ จะต้องมีตั้งแต่การจ่ายค่าจ้างให้พนักงานแทนผู้ประกอบการจำนวน 3 เดือน, การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, การพักการชำระเงินต้นและดอกเบี้ย โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย 0% สำหรับ 6 เดือนถึง 1 ปี และดอกเบี้ย 1.5%, การให้เงินช่วยเหลือ SMEs ที่ประสบภัยพิบัติในรูปแบบของเงินสนับสนุน จำนวน 1-2 ล้านบาท ตามขนาดกิจการ รวมถึงการงดเก็บภาษี ค่าน้ำค่าไฟและอินเทอร์เน็ต
นอกจากนี้ ต้องจัดตั้ง “ศูนย์พักพิงรองรับผู้ประสบภัยน้ำท่วม” ซึ่งจะต้องมีพื้นที่อำนวยความสะดวกเป็นสัดส่วน เช่น โรงครัว ที่พัก สุขา พร้อมระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา และอินเทอร์เน็ต รวมถึงการจัดตั้งศูนย์กู้ภัยให้เป็นวอร์รูมบัญชาการภัยพิบัติ อำนวยความสะดวกได้รวดเร็ว และเพื่อความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการ
“ผมยกตัวอย่างกรณีบริษัทรถยนต์ทำประกันภัยน้ำท่วมวงเงิน 60 ล้านบาท แต่ได้รับค่าสินไหมเพียง 2 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับวงเงินที่ทำความคุ้มครองไว้ รัฐบาลจะต้องดำเนินการเจรจากับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถฟื้นฟูกิจการได้อย่างเหมาะสม” นายทรงพลกล่าว