คอลัมน์ : สัมภาษณ์
ตราดเป็น 1 ใน 7 จังหวัดที่มีสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ร่วม 6 เดือน ที่ต้องปิดด่าน โดยเฉพาะจุดผ่านแดนถาวรบ้านหาดเล็ก จ.ตราด ตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2568 และวันที่ 24 ก.ค. 2568 มีคำสั่งปิดด่านอย่างถาวรทั้ง 7 จังหวัดมาถึงปัจจุบัน จ.ตราดได้รับผลกระทบด้านการส่งออกค่อนข้างรุนแรงตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2567 มูลค่าการค้าด้าน จ.ตราด 29,099 ล้านบาท หรือเดือนละเกือบ 3,000 ล้านบาท ปี 2568 เดือน ก.ค. มูลค่าลดลงเหลือ 309 ล้านบาท
และตั้งแต่ ส.ค.-พ.ย. มูลค่าการค้าเท่ากับ 0 และเมื่อสถานการณ์ชายแดนมีการปะทะกันด้วยอาวุธรุนแรงขึ้นอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ถึงวันนี้ผ่านมากว่า 10 วัน โดยที่ยังไม่แน่ใจว่าเหตุการณ์จะสงบลงจริง ๆ เมื่อใด ผู้อพยพยังต้องอยู่ที่ศูนย์พักพิง ผลกระทบต่อห่วงโซ่เศรษฐกิจอื่น ๆ ปรากฏชัดเจนขึ้น ทั้งด้านการท่องเที่ยว ด้านเกษตรกรรม ธุรกิจรายย่อย และแรงงานกัมพูชา “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ ทันตแพทย์หญิง วิภา สุเนตร ประธานหอการค้าจังหวัดตราด ถึงสถานการณ์ ปัญหา ผลกระทบ มาตรการช่วยเหลือ แก้ไข เยียวยาจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างจริงจัง
ต่างชาติเลื่อนเที่ยวไฮซีซั่นวูบ
ทพญ.วิภากล่าวว่า การค้าชายแดนกระทบทั้งผู้ส่งออก ผู้ผลิตสินค้า ผู้ประกอบการขนส่ง ธุรกิจรายย่อย SMEs ชาวบ้านที่ค้าขายอยู่บริเวณชายแดน มีความเดือดร้อนเห็นชัดเจนตั้งแต่เริ่มปิดด่านมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กรฎาคม 2568 จนมาเกิดเหตุการณ์ปะทะกันล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2568 และทางราชการมีคำสั่งให้ประชาชนในพื้นทิ่ติดชายแดน 3 อำเภอ คือ อ.เมืองตราด (4 ตำบล) อ.คลองใหญ่ อ.บ่อไร่ อพยพไปยังศูนย์พักพิง มีผู้อพยพประมาณ 5,000 คน และตามด้วยมาตรการประกาศเคอร์ฟิวระหว่างวันที่ 14-15 ธ.ค. 2568 ในเขต 5 อำเภอบนฝั่ง
ยกเว้น อ.เกาะช้างและ อ.เกาะกูด ทำให้ส่งผลกระทบทางด้านท่องเที่ยว ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นของจังหวัดตราดอย่างชัดเจน และเดือนธันวาคม 2568 เป็นช่วงเทศกาลคริสต์มาส ปีใหม่ หลังจากที่นักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นว่ามีความปลอดภัยมาตลอด เพราะห่างไกลพื้นที่สู้รบ
ที่ผ่านมาคาดว่าจะกระทบเฉพาะในพื้นที่ชายแดน หน่วยงานต่าง ๆ ได้ตอกย้ำความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว แต่เหตุการณ์สู้รบล่าสุดได้ส่งผลกระทบถึงธุรกิจการท่องเที่ยวทั้งบนฝั่งและเกาะหลัก ๆ มีการสอบถามติดต่อมา ‘ยกเลิก’ การจองที่พัก โรงแรมบนฝั่ง ประมาณ 60% และบนเกาะ 30-40% จากข้อมูลของ ททท.สำนักงานตราด จากเดิมที่คาดการณ์ว่าเฉพาะช่วงวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ 2569 จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 40,000-50,000 คน
คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 400 กว่าล้านบาท ตอนนี้รายได้หายไปกว่า 100 ล้านบาทแล้ว ทำให้ตอนนี้ผู้ประกอบการตามเกาะมีความวิตกกังวลในเรื่องการถูกยกเลิกการจองที่พัก และเลื่อนการเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งบางประเทศเรื่องการประกันภัยไม่ครอบคลุมการเดินทางมาประเทศไทยตอนนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีการสอบถาม เลื่อนการเดินทางออกไป และจองเข้ามาใหม่ ททท.ประมาณรายได้ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 ว่า เกาะกูด เกาะช้าง เกาะหมาก จะมีรายได้จากการท่องเที่ยวเกือบ 5,000 ล้านบาท

ขอมาตรการพักหนี้พิเศษ
ทพญ.วิภากล่าวต่อไปว่า ผลกระทบจากการปิดชายแดน มีทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ทำให้หอการค้าทั้ง 7 จังหวัดชายแดนทำเรื่องเสนอผ่านหอการค้าไทยไปยังรัฐบาล กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น โดยขอให้ภาครัฐออกมาตรการต่าง ๆ มาช่วยเหลือเยียวยา การปรับโครงสร้างหนี้ การขยายเวลาพักชำระหนี้ การจัดหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำให้เป็นการช่วยเหลือแบบมาตรการพิเศษจริง ๆ แต่ละพื้นที่
เช่น พื้นที่ที่เป็นธุรกิจท่องเที่ยวที่จะทำรายได้ช่วงไฮซีซั่นอย่าง จ.ตราด ที่เสียโอกาสในการสร้างรายได้ ขอให้มีมาตรการพักชำระหนี้ เพื่อแบ่งเบาภาระดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาแม้ภาครัฐจะมีมาตรการออกมาช่วยเหลือลักษณะนี้ แต่ในทางปฏิบัติจริง เมื่อไปเจรจากับธนาคารเจ้าหนี้ยังติดขัดด้วยเงื่อนไข กฎระเบียบต้องรอนโยบายส่วนกลาง ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างล่าช้า การผิดข้อสัญญาต้องถูกแบล็กลิสต์ ติดเครดิตบูโร 1 ปี หากยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินอย่างเร่งด่วน ให้ทันช่วงไฮซีซั่น ผู้ประกอบการจะไม่สามารถหารายได้มาชำระหนี้ที่มีอยู่ และกิจการจะไปไม่รอด อาจจะถึงกับต้องหยุดชั่วคราว ปิดกิจการ หรือพึ่งพาเงินนอกระบบ
ที่เกาะช้าง ธนาคารออมสิน เป็นธนาคารเดียวที่เหลือเปิดให้บริการอยู่ จากการปิดด่านเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2568 ธนาคารเริ่มมีมาตรการช่วยเหลือเดือนสิงหาคม 2568 ถ้าขอพักชำระหนี้ในรอบแรก คือ เดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 มาถึงช่วงไฮต้นเดือนธันวาคม 2568 มาประสบปัญหาชายแดนซ้ำอีก อยากจะขอขยายเวลาพักชำระหนี้ไปอีก 4 เดือน เพื่อให้เกิดสภาพคล่อง เพราะธุรกิจหยุดไม่ได้
เนื่องจากธนาคารให้ชำระหนี้ตามสัญญาเดิมให้เรียบร้อยก่อน การยืดระยะเวลาพักหนี้ออกไปต้องรอนโยบายของสำนักงานใหญ่ ซึ่งล่าช้าออกไป ถ้าผิดสัญญาคือ ติดเครดิตบูโร ถูกขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ไว้ 1 ปี รีไฟแนนซ์ไม่ได้ กู้เพิ่มไม่ได้ ทำธุรกรรมกับทุกธนาคารไม่ได้ ผู้ประกอบการจะเสียประวัติ
ซึ่งเดือนธันวาคม เหตุการณ์ชายแดนกระทบหนัก ผู้ประกอบการแทบไม่มีรายได้ ถ้ากรณีกู้ธนาคารไม่มีการช่วยเหลือพิเศษต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าปกติ ดังนั้นจึงอยากให้มาตรการที่ออกมาช่วย 7 จังหวัดชายเดนขอให้เป็นมาตรการพิเศษเฉพาะพื้นที่จริง ๆ การขอพักชำระหนี้ 3 เดือนในพื้นที่ท่องเที่ยวที่ไม่มีรายได้ จะทำให้เกิดสภาพคล่องขึ้น ภาครัฐควรสนับสนุนส่วนแบ่งการชำระดอกเบี้ย เพื่อแบ่งเบาภาระให้ผู้ประกอบการมีเงินไปชำระเงินต้นเพิ่มขึ้น

ชงผ่อนปรนแรงงานเขมรให้ชัด
ทพญ.วิภากล่าวต่อไปว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา จังหวัดตราดพึ่งพาแรงงานจากกัมพูชามาโดยตลอด ทั้งภาคเกษตรกรรม ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ ในกลุ่มแรงงานกัมพูชาที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามมาตรา 59 ประเภท บันทึกข้อตกลง (MOU) และประเภททั่วไป (บัตรชมพู) ที่ขึ้นทะเบียนแรงงาน รวมทั้ง มาตรา 64 ทำงานไป-กลับ หรือตามฤดูกาล ที่ด่านปิดแรงงานยังตกค้างอยู่ ตามมติ ครม.วันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ยังไม่อนุญาตให้จ้างแรงงานกัมพูชาได้ ทำให้มีปัญหาในกลุ่มแรงงานที่จะหมดอายุ ขณะที่ภาคเกษตรกรรมนายจ้างมีความวิตกกังวล
เพราะจำเป็นต้องใช้แรงงานในสวนตามปกติ และปริมาณมากในฤดูกาลเก็บเกี่ยวช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน รวมทั้งธุรกิจภาคบริการโดยเฉพาะโรงแรม รีสอร์ต
“แรงงานกัมพูชา ประเภท MOU ระยะเวลาทำงาน 2 ปีต่อครั้ง ต่ออายุได้ 2 ปี ส่วนแรงงานบัตรชมพู ข้อมูลเดือนตุลาคม 2568 ที่เหลือประมาณ 5,000 กว่าคน จะทยอยหมดอายุ ชุดสุดท้ายน่าจะต้นปี 2569 ปัญหาคือความชัดเจนถูกต้องในการปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะนี้มติ ครม.ผ่อนปรนการใช้แรงงานเฉพาะสัญชาติ ลาว เมียนมา และเวียดนาม ส่วนแรงงานกัมพูชาที่เหลืออยู่จะต้องดำเนินการอย่างไรให้ถูกต้อง เพราะนายจ้างเกรงว่าจะมีความผิด และการรับคนใหม่เข้ามาทำงาน คือ ต้องเริ่มฝึกทักษะกันใหม่ ตอนนี้มีนายจ้างรับมาทำบ้างแล้ว ทั้งภาคเกษตรกรรม และธุรกิจบริการ แต่เราต้องการแรงงานที่เราฝึกฝนไว้มานาน ที่ทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่า โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่ต้องใช้แรงงานที่มีทักษะจำนวนมาก”

จี้รัฐเก็บข้อมูลเชิงลึกแก้ให้ถูกจุด
ทพญ.วิภากล่าวต่อไปว่า ปัญหาการแก้ไขความเดือดร้อนจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมานอกจากข้อจำกัดเรื่องงบประมาณในการให้ความช่วยเหลือเยียวยาแล้ว ข้อมูลต่าง ๆ ยังไม่พร้อม เช่น การประเมินความเสียหายเชิงเศรษฐกิจ มาตรการต่าง ๆ ยังล่าช้า และขาดความชัดเจนไม่ตรงเป้าหมายเฉพาะกลุ่มผู้ได้รับความเดือดร้อนที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่และอาชีพ
เช่น ประมง ภาคเกษตรกรรม ธุรกิจบริการ ท่องเที่ยว ธุรกิจ SMEs หน่วยงานภาครัฐควรมีการรวบรวมข้อมูลความเสียหายจากผู้ที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนแต่ละอำเภอ นำมาวิเคราะห์เพื่อส่งต่อหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อวางแผนหามาตรการให้ความช่วยเหลือ เพื่อเตรียมความพร้อมให้จังหวัดได้ฟื้นตัวโดยเร็ว โดยกำหนดมาตรการช่วยเหลือเยียวยาให้ธุรกิจ หรือผู้ประสบภัยได้ตรง ตามสภาพความเป็นจริง

การปะทะกันชายแดนล่าสุดในพื้นที่ชายแดนจังหวัดตราด มีผู้อพยพเข้าพักในศูนย์พักพิง 5,000 คน ถ้าประมาณการรายได้ที่ต้องสูญเสียไปจากการประกอบอาชีพ เฉลี่ยคนละ 500 บาทต่อวัน มูลค่ารวม 2.5 ล้านบาท จริง ๆ แล้วผลกระทบเป็นห่วงโซ่มากกว่านั้น เช่น คนปลูกทุเรียนเป็นช่วงทำดอก เพื่อให้ได้ผลผลิตในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ผลผลิตที่สูญเสียไปเป็นเม็ดเงินจำนวนมาก ชาวสวนยางไม่ได้กรีดยางพารา ชาวประมงพื้นบ้านที่ไม่ได้ออกจับปลา ร้านอาหารที่ต้องปิดตัวลง รายละเอียดต่าง ๆ ของผู้เสียหาย ต้องเก็บข้อมูลเพื่อวิเคราะห์
โดยเฉพาะผลกระทบจากภาคเกษตรกรรม ที่ต้องเตรียมวางแผนรองรับในฤดูกาลนี้ ตรงนี้หากมีหน่วยงานที่รับผิดชอบจัดทำข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกลงรายละเอียดจะทำให้เห็นปัญหา และแก้ปัญหาได้รวดเร็ว ตรงจุด ชัดเจน