สะท้อนเสียง 4 ภูมิภาค ขอรัฐแก้ปัญหา-งบประมาณ มอบ ‘ของขวัญ’ ปีใหม่ 2569
eventthai
ในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2569 ประชาชนทั่วฟ้าเมืองไทยต่างต้องการของขวัญจากรัฐบาลที่จะมอบให้อย่างใจจดจ่อ เพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เผชิญมาอย่างหนักหนาสาหัสตลอดปี 2568 หรือบางพื้นที่อาจต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ สะสมมาหลายปีโดยยังไม่ได้รับการแก้ไข
และหวังว่า ปีม้า 2569 น่าจะมีข่าวดีจากรัฐบาล และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง
หาดใหญ่ ดันแผนป้องน้ำท่วม
ดร.สิทธิพงศ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2569 นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ มีความปรารถนาให้รัฐบาลมอบของขวัญที่เป็นนโยบายมาตรการเร่งด่วน

อาทิ มาตรการป้องกันน้ำท่วม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จะต้องเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยเร็ว และแผนการป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืนที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจการค้าการลงทุนให้กับผู้ประกอบการ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก
พร้อมทั้งนโยบายมาตรการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ให้กับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดน ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สร้างแรงดึงดูดให้เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศได้ขยายตัวเติบโตเพิ่มยิ่งขึ้น
อีกทั้งการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คู่ขนานกับมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ในระยะยาว 3-5 ปี ให้กับผู้ประกอบการ
เพื่อเป็นเงินทุนในการดำเนินธุรกิจ และสามารถจะได้ตั้งตัวได้ก่อน
‘อยุธยา’ จี้ แก้น้ำท่วมซ้ำซาก
นายภานุพงษ์ บุญกิจ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ต.วัดตะกู อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ในฐานะตัวแทนประชาชนอำเภอบางบาล สิ่งที่อยากขอให้รัฐบาลมอบเป็นของขวัญปีใหม่แก่คนอยุธยา คือ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ให้ทยอยปล่อยน้ำต่อเนื่องแบบขั้นบันไดอย่างสม่ำเสมอ พร้อมทั้งเปิดประตูระบายน้ำทั้ง 2 ฝั่ง ทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกอย่างละเท่า ๆ กัน

แม้คนอยุธยาเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมมาตั้งแต่เกิด แต่น้ำหลากเป็นหน้ากระดาน ทำให้น้ำท่วมไม่สูงมากนัก แต่ปี 2568 น้ำท่วมนานและท่วมสูง แม้ในแต่ละปีที่ผ่านมาจะถูกน้ำท่วมหลายครั้ง แต่ล่าสุดปี 2568 น้ำท่วมแช่นานมากกว่า 5 เดือน และท่วมสูงกว่า 4 เมตร อย่างไรก็ดี แม้ปัจจุบันมีการจ่ายเงินเยียวยาในรูปแบบขั้นบันได
รวมถึงการผลักดันแนวคิดการจัดตั้งกองทุนดีดบ้าน รวมถึงโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมมากมาย แต่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ หากยังไม่มีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ อยุธยายังคงต้องพบปัญหาน้ำท่วมรุนแรงแบบนี้ต่อไป
“การถูกน้ำท่วมซ้ำซาก ชาวบ้านต้องสูญเสียเงินไปกับการฟื้นฟูบ้าน ส่วนรายได้จากการประกอบอาชีพขั้นต่ำวันละ 400 บาทหายไปหลายเดือน ขณะเดียวกันทุกคนต้องกินแต่อาหารแห้ง อาหารกระป๋องตลอด บางช่วงที่น้ำท่วมสูงกว่า 4 เมตร บ้าน 2 ชั้นก็เอาไม่อยู่ ผู้สูงอายุต้องหนีตายไปอยู่บนหลังคา ดังนั้นควรต้องเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มิเช่นนั้นจะต้องเจอกับปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากทุกปี”
ปราจีนบุรี ร้องทบทวนเป็น จว.ที่ 4 EEC
นายสุนทร คมคาย ประธานเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ที่ปรึกษาสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ปราจีนบุรี จำกัด และประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ ต.เขาไม้แก้ว อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ของขวัญที่อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ ขอให้เลื่อนการพิจารณาจังหวัดปราจีนบุรีเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จังหวัดที่ 4 ต่อจากฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง โดยให้เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลชุดใหม่เท่านั้น เพราะรัฐบาลก่อนหน้านี้ไม่มีความชอบธรรม รวมถึงรัฐบาลรักษาการไม่มีความชอบธรรมที่จะตัดสินอนาคตของปราจีนบุรีแทนคนในจังหวัดปราจีนบุรีเอง

นอกจากนี้ ต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอใหม่ตั้งแต่ขั้นตอนแรก เพื่อให้เกิดความชอบธรรม เนื่องจากที่ผ่านมากระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นเป็นรูปแบบรู้กันเฉพาะในกลุ่ม ทั้งที่ต้องประกาศเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเป็นวงกว้างให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบและแสดงความคิดเห็น ที่สำคัญการเปิดประชาพิจารณ์แต่ละครั้งคล้ายมีการถูกชี้นำโดยผู้นำในจังหวัด ที่ไม่พิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ที่กล่าวอ้างว่าการเข้าเป็นหนึ่งในอีอีซีจะนำไปสู่การก่อสร้างโครงการระบบสาธารณูปโภคที่ดี ทั้งที่ความเป็นจริงหลายพื้นที่ไม่มีเขตอุตสาหกรรม แต่ยังสามารถพัฒนาเมืองได้
ที่สำคัญ สิ่งที่ประชาชนพยายามเรียกร้องให้ “ยกเลิก” กรณีที่รัฐบาล คสช.ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ออกประกาศคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 4/2559 เรื่อง การยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวง ให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภทให้สามารถตั้งในพื้นที่ใดก็ได้
โดยเฉพาะ “ธุรกิจพลังงาน และโรงงานคัดแยก ฝังกลบขยะ โรงงานรีไซเคิลขยะพิษ” ทำให้หลายปีที่ผ่านมา ปราจีนบุรี จึงเป็น “แหล่งรองรับขยะพิษ” และมีการรั่วไหลของสารเคมีในหลายพื้นที่ และล่าสุดการเรียกร้องดังกล่าวใกล้เป็นผลสำเร็จ โดยประกาศดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อ “ยกเลิก” แต่ปรากฏว่า ได้ถูก “ชะลอ” ออกไป
จึงกลายเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายให้ผู้ประกอบการบางรายเร่งใช้จังหวะนี้ยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงงานประเภท 105 และ 106 โรงงานกำจัดกากขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ได้มาตรฐานในจังหวัดปราจีนบุรี
รบจบ ‘อีสาน’ เร่งอัดงบ จัดอีเวนต์กระตุ้น
นายสมชาติ พงคพนาไกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ของขวัญปีใหม่ที่อยากได้จากรัฐบาลเพื่อแก้ไขและเยียวยาประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นสิ่งที่ควร “ทำทันที” หลังสิ้นสุดการปะทะ คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว 7 จังหวัดชายแดน โดยแต่ละจังหวัดจัดอีเวนต์ต่อเนื่อง 4 เดือนเต็ม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น สร้างความเชื่อมั่น

โดยขอให้มีการพิจารณามาตรการสนับสนุนหรือจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดกิจกรรมประชุม สัมมนาและศึกษาดูงานในพื้นที่ 7 จังหวัด เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยกำหนดพื้นที่ที่มีความปลอดภัยเป็นลำดับแรก ๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมการกระจายรายได้และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ อยากให้มีมาตรการด้านภาษีค่าธรรมเนียม มาตรการการเงินเพื่อรักษาสภาพคล่องของผู้ประกอบการ มาตรการด้านแรงงาน และการจ้างงาน เป็นต้น
ชงแก้สารพิษลุ่มน้ำกก-โขง
นายสายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี ที่ได้มีการเคลื่อนไหวและผลักดันการแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกในหลาย ๆ มิติ ถือว่าการดำเนินการของรัฐบาลยังไม่มีอะไรที่ขยับอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งรัฐบาลแพทองธาร (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) และรัฐบาลอนุทิน (นายอนุทิน ชาญวีรกูล)

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องให้มีการเจรจาระดับรัฐต่อรัฐ แต่รัฐบาลทั้งสองประเทศยังไม่มีการดำเนินการใด ๆ ประเด็นสำคัญคือ ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่า จำนวนเหมืองแรร์เอิร์ทในเมียนมา ณ ปัจจุบัน มีจำนวนเท่าไร รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลบริษัทนำเข้า-ส่งออกว่ามีกี่ราย ข้อมูลเหล่านี้สำคัญมาก แต่ไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ออกมาให้เห็น
นอกจากนี้ อีกหนึ่งเรื่องที่ทำให้รู้สึกการแก้ปัญหานี้ถดถอยลงเรื่อย ๆ คือ การตรวจวัดคุณภาพน้ำ โดยหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ลดจำนวนการตรวจวัดลง จากเดือนละ 2 ครั้ง (รอผล 15 วัน) เหลือเพียงเดือนละ 1 ครั้ง (รอผล 1 เดือนหรือ 30 วัน) ถือเป็นประเด็นที่น่ากังวลใจมาก เนื่องจากเป็นตัวเลขที่ไม่ปกติ เพราะในข้อเท็จจริง สิ่งที่รัฐต้องตระหนักคือ การเพิ่มจำนวนความถี่ในการตรวจวัดคุณภาพน้ำ เพราะจะช่วยให้ตรวจจับปัญหาได้เร็วขึ้น
เช่น สารหนู ทำให้การแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที เช่น ควบคุมการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ, ขุดลอก เป็นต้น เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน และรักษาคุณภาพน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความมั่นใจว่าน้ำมีความปลอดภัยและบริหารจัดการทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ การเพิ่มความถี่ในการตรวจวัดเปรียบเสมือนการตรวจสุขภาพเชิงรุก ที่จะทำให้เห็นภาพรวมคุณภาพน้ำชัดเจนขึ้น พร้อมรับมือกับปัญหาได้ดีกว่าเดิมมาก
นายสายัณห์กล่าวต่อว่า หากจะขอของขวัญปีใหม่จากรัฐบาล มีของขวัญ 2 ชิ้นที่อยากได้มากที่สุด คือ 1.ในเชิงพื้นที่ ให้มีการจัดหาแหล่งน้ำใหม่สำหรับอุปโภคบริโภคที่ประชาชนมีการเรียกร้องมาโดยตลอด และอยากให้รัฐบาลช่วยทำให้เลยทันทีในปีใหม่นี้ โดยในพื้นที่เชียงรายต้องการให้มีการเปลี่ยนแหล่งน้ำดิบใหม่ของการประปาเชียงราย รวมถึงการผ่อนปรนข้อกฎหมาย เพื่อให้สามารถขุดเจาะน้ำบาดาลที่อยู่ลงลึกในพื้นที่ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่
2.การเจรจาระหว่างประเทศในกรอบรัฐต่อรัฐ เป็นของขวัญที่มีการเรียกร้องและผลักดันมาโดยตลอดตั้งแต่แรกเกิดปัญหา โดยมีปลายทางคือ “หยุดเหมือง” เป็นธงใหญ่สุดที่ภาคประชาสังคมอยากให้รัฐบาลไทยเข้าไปเจรจาอย่างจริงจัง เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นตอ และตรงจุดที่สุด
ซึ่งทั้งเหมืองเถื่อน หรือเหมืองที่ได้รับอนุญาตถูกต้อง วิธีการทำล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งหมด ถ้าดำเนินการได้ถือเป็นของขวัญชิ้นใหญ่สุดที่อยากได้จากรัฐบาล โดยเฉพาะการเร่งเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐ ให้มีการหยุดดำเนินการเหมืองแร่