คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดนวัตกรรมตรวจมะเร็งตับระยะแรก ยกระดับอัตราการตรวจพบกว่า 88% ด้วยเทคโนโลยีนี้มีต้นทุนต่ำ คาดว่าจะสามารถนำออกสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ภายใน 1 ปี
ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช ผู้ช่วยคณบดีด้านวิจัย นวัตกรรม และวิเทศสัมพันธ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า แนวคิดการขับเคลื่อนองค์กรภายใต้วิสัยทัศน์ “MED CMU Innovation” ที่ใช้นวัตกรรมเป็นแกนหลักในการพัฒนาองค์กร เพื่อก้าวไปข้างหน้าด้วยวิธีคิดใหม่ การแก้ปัญหาในรูปแบบใหม่ และการยกระดับระบบสุขภาพให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
วิสัยทัศน์ดังกล่าวสะท้อนผ่านพันธกิจ “Discovery & Innovation Empowering” โดย Discovery คือการค้นพบองค์ความรู้จากงานวิจัย ขณะที่ Innovation คือการนำองค์ความรู้นั้นไปพัฒนาเป็นนวัตกรรมที่สามารถแก้ปัญหาได้จริง และ Empower คือการเสริมพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างศักยภาพด้านนวัตกรรมจากทรัพยากรที่มีอยู่
โดยหนึ่งในจุดเด่นสำคัญของคณะแพทยศาสตร์ มช. คือการนำนวัตกรรมและงานวิจัยมาเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยพลังความร่วมมือจากภาคบริการ ภาคการศึกษา และภาคการวิจัย ซึ่งทุกภาคส่วนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนวัตกรรมเดียวกัน ที่เชื่อมโยงและมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน
ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าวว่า ล่าสุดคณะแพทยศาสตร์ มช. ได้นำเสนอ 4 นวัตกรรมสำคัญ ที่ผ่านการคัดเลือกและพัฒนาให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของคณะ ในการแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นจริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม
นวัตกรรมแรกคือ เทคโนโลยีการตรวจคัดกรองมะเร็งตับระยะแรก ซึ่งมะเร็งตับนับเป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศไทย และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง มีผู้เสียชีวิตกว่า 26,000–27,000 รายต่อปี การตรวจคัดกรองในปัจจุบันด้วยอัลตราซาวนด์และ AFP ยังมีความไวเพียง 30–60% ทีมวิจัยจากศูนย์ CMUTEAM จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ โดยใช้การวิเคราะห์ cell-free DNA (cfDNA) ร่วมกับเครื่อง Automated Capillary Electrophoresis และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราการตรวจพบมะเร็งตับระยะแรกจากประมาณ 39% เป็นมากกว่า 88% ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วขึ้น เพิ่มโอกาสรอดชีวิต เทคโนโลยีนี้มีต้นทุนต่ำ ใช้งานง่าย ให้ผลรวดเร็ว เหมาะสำหรับการคัดกรองในประชากรวงกว้าง ปัจจุบันได้จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการมาตรฐานแล้ว คาดว่าจะสามารถนำออกสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์ภายใน 1 ปี
นวัตกรรมที่สองคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรเชิงพาณิชย์ ผ่านศูนย์ CR-FHA ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาสมุนไพรของคณะแพทยศาสตร์ มช. ที่มุ่งต่อยอดงานวิจัยสู่การสร้างมูลค่าเชิงเศรษฐกิจ
ซึ่งจากประสบการณ์กว่า 20 ปี ในการวิจัยสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง งานวิจัยดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการให้สิทธิใช้งาน (Licensing) แก่บริษัท วิโนน่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและครีมบำรุงผิวสำหรับผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของผู้หญิงในวัยดังกล่าว
นวัตกรรมที่สามคือ OBTAIN แพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับการฝึกอบรมพยาบาลใหม่ ซึ่งพัฒนาขึ้นจากปัญหาหน้างานจริง พบว่าการฝึกอบรมพยาบาลใหม่ต้องใช้เวลานาน 6–12 เดือน และพยาบาลใหม่กว่า 30–40% ยังขาดทักษะทางคลินิกที่สำคัญ OBTAIN เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบ Hybrid Learning ที่ผสาน e-Learning, Zoom Class, Competency Logbook, Dashboard Analytics และระบบสะสมหน่วย CNEU ไว้ในระบบเดียว สามารถติดตามผลได้แบบเรียลไทม์ ใช้งานได้ทั้งบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์พกพา นับเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มแรกของประเทศที่ได้รับการรับรองจากสภาพยาบาลวิสัญญี ช่วยเพิ่มความพร้อมของพยาบาล ลดความเสี่ยงในการฝึกงาน และเพิ่มความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วย
นวัตกรรมที่สี่คือ ESTIMATA-EX ระบบ AI ประเมินปริมาณการสูญเสียเลือดในห้องผ่าตัด ซึ่งแก้ปัญหาการประเมินด้วยสายตาที่มีความคลาดเคลื่อนสูง ระบบนี้ใช้ AI วิเคราะห์ภาพผ้าก๊อซซับเลือดผ่านสมาร์ทโฟน สามารถประมวลผลภายใน 5 วินาที และแสดงผลปริมาณเลือดได้อย่างแม่นยำแบบเรียลไทม์ ช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเรื่องการให้เลือดได้อย่างเหมาะสม เพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้ป่วย พัฒนาร่วมกับ NECTEC สวทช. และได้รับการตีพิมพ์ผลงานวิจัยแล้ว พร้อมต่อยอดสู่การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในอนาคต”
ผศ.นพ.สุรัตน์ กล่าวอีกว่า นวัตกรรมทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากกระบวนการบ่มเพาะอย่างเป็นระบบ ผ่านโครงการ InnoHealth ที่มีการ Coaching และ Mentoring รวมถึงการใช้ระบบดิจิทัล Innovation Portfolio ในการติดตามและบริหารจัดการนวัตกรรมทางการแพทย์ ซึ่งถือเป็นระบบแรก ๆ ของประเทศไทย
ทั้งนี้ การสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากบุคคลเพียงคนเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์ คณาจารย์ ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม เพื่อร่วมกันผลักดันงานวิจัยให้ก้าวสู่การใช้งานจริง และสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อระบบสุขภาพของประเทศ