ชุมพร
หอการค้าจังหวัดชุมพรเตรียมผลักดันบิ๊กโปรเจ็กต์ ศูนย์ส่งออกผลไม้เบ็ดเสร็จภาคใต้ หวังรองรับผลผลิตทุเรียน มังคุดที่มีแนวโน้มเพิ่มต่อเนื่อง แก้คอขวดโลจิสติกส์ ยกระดับฮับผลไม้ภาคใต้สู่ตลาดโลก
นายจาฏุพจน์ ไกรมาก ประธานหอการค้าจังหวัดชุมพร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ภาคเอกชนจังหวัดชุมพรเตรียมผลักดันโครงการ “ศูนย์ส่งออกผลไม้เบ็ดเสร็จภาคใต้” หนึ่งในโครงการสำคัญที่เตรียมผลักดันผ่าน ครม.สัญจร
ช่วยแก้ปัญหาคอขวดด้านการส่งออกผลไม้ภาคใต้ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของผลไม้ไทยในตลาดโลก
ด้วยสถานการณ์ผลไม้ภาคใต้มีผลผลิตสูงถึง 900,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นราว 30,000-40,000 ตู้ต่อปี แบ่งเป็นทุเรียนราว 700,000 ตัน กระจายอยู่พื้นที่ จ.ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี ลงไปจนถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมปริมาณกว่า 400,000 ตัน โดยเฉพาะมังคุดปีนี้คาดการณ์ว่าจะมีผลผลิตอาจสูงถึง 49,000 ตัน
ล่าสุดการส่งออกกลับพบอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากต้องส่งสินค้าไปทำพิธีการและตรวจโรคพืชที่ด่านชายแดน ทำให้เกิดความล่าช้าอย่างมาก โดยเฉพาะช่วงพีกที่มีการขนส่งสูงถึง 500 ตู้ต่อวัน ขณะที่จันทบุรีมีประมาณ 800-1,000 ตู้ต่อวัน
ทั้งนี้ จังหวัดชุมพรมีด่านศุลกากร ตั้งอยู่อำเภอสวี ถนนหมายเลข 41 และอยู่ในแนวเส้นทางโครงการรถไฟทางคู่ชุมพร-สุราษฎร์ธานี หอการค้าจังหวัด จึงเสนอให้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 3 กระทรวงหลัก (คลัง-พาณิชย์-เกษตรฯ) ไว้ในจุดเดียวสร็จ เพื่อให้บริการปิดตู้คอนเทนเนอร์ สินค้าที่ตรวจผ่านเสร็จสิ้น และดำเนินพิธีการศุลกากรครบวงจร ให้สามารถขึ้นระบบรางหรือขนส่งตรงสู่ประเทศจีนได้ทันที

นายจาฏุพจน์กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการดังกล่าว ได้แบ่งแผนโครงการออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ (One-Stop Service) รวมงานเอกสาร ตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสารตกค้าง และโรคพืชไว้ในจุดเดียว พร้อมห้องปฏิบัติการแล็บที่ใช้ร่วมกันระหว่างจังหวัดใกล้เคียงเพื่อความคุ้มค่า ช่วยสร้างมาตรฐานและความเชื่อมั่นให้กับผลไม้ไทยในตลาดโลกได้มากขึ้น
ระยะที่ 2 เปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนสู่ระบบราง (Shift Mode) พัฒนาร่วมกับเส้นทางเชื่อมต่อทางรถไฟสายใต้ (โครงการรถไฟทางคู่ เฟส 2 ชุมพร-สุราษฎร์ธานี) ซึ่งอยู่ห่างจากพื้นที่โครงการ 500 เมตร เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์
ระยะที่ 3 พัฒนาพื้นที่รองรับเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) ปรับผังเมืองรองรับอุตสาหกรรมเกษตร รองรับการแปรรูป คลังสินค้า และห้องเย็น เพื่อดึงดูดการลงทุนและสิทธิประโยชน์จาก BOI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ศูนย์ดังกล่าวจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะกรณีมังคุดภาคใต้และภาคตะวันออกที่ออกพร้อมกัน ทำให้ผู้ค้าส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จันทบุรี เพราะมีต้นทุนส่งออกต่ำกว่าและอยู่ใกล้ชายแดนมากกว่า รวมถึงบริหารจัดการปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรตามฤดูกาล (ช่วง 3-7 เดือน) ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
“การผลักดันศูนย์ส่งออกผลไม้เบ็ดเสร็จภาคใต้ ไม่ได้มองแค่เฉพาะจังหวัดชุมพร แต่เป็นการยกระดับอุตสาหกรรมผลไม้ทั้งภาคใต้และทั้งประเทศ” นายจาฏุพจน์กล่าว