พังงาโกยรายได้ 5 หมื่นล้าน ชูกรีนซีซั่นพลิกโฉมเมืองทางผ่าน
พังงา
จังหวัดพังงาในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียง “เมืองผ่าน” อีกต่อไป แต่กำลังผงาดขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก ด้วยรายได้ทางการท่องเที่ยวสะสมกว่า 50,000 ล้านบาท
พร้อมคว้าแชมป์อันดับ 1 “Most Welcoming Destinations on Earth 2026” จากเวทีระดับโลก สะท้อนถึงหัวใจการบริการที่อบอุ่นของคนในท้องถิ่นและความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพระดับพรีเมี่ยม
ปี ’68 กวาดรายได้ 5 หมื่นล้าน
นายอุทิศ ลิ่มสกุล ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานพังงา กล่าวว่า ในช่วงหน้าฝน หรือ Green Season เดือน มิ.ย. ถึงเดือน ก.ย. “กีฬาเซิร์ฟ” กลายเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาจากภูเก็ต และผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ (Expat) ที่ทำงานในภูเก็ต รวมถึงกลุ่มชาวต่างชาติจากออสเตรเลีย อังกฤษ อิตาลี มาเยือนต่อเนื่อง ส่งผลให้ปี 2568 มีรายได้การท่องเที่ยวกว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้คาดว่ารายได้การท่องเที่ยวอาจใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา
สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางหลักของพังงา อาทิ อุโมงค์ต้นไทรโบราณ ภูเขาหินปูน เกาะปันหยี การล่องเรือชมป่าโบราณ ที่คลองสังเน่ห์ หรือ Little Amazon เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากการรวมสวนผลไม้ 34 แห่ง ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด และจำปาดะพันธุ์ทองตาปาน ให้นักท่องเที่ยวตระเวนเข้าชมและทานผลไม้ได้สนุกยิ่งขึ้น ฤดูการท่องเที่ยวสวนผลไม้อยู่ช่วงระหว่างเดือน พ.ค. ถึงเดือน ส.ค.
ทำให้พังงาคว้ารางวัลระดับโลก อันดับ 1 จุดหมายปลายทางที่ต้อนรับนักท่องเที่ยวดีที่สุดในโลกประจำปี 2026 Most Welcoming Destinations on Earth จากงาน Booking.com Traveller Review Awards 2026

นอกจากตลาดท่องเที่ยวทั่วไปแล้ว “เขาหลัก” ยังคว้ารางวัล Best Wedding-International Category จากเวที Travel + Leisure India’s Best Awards ตอกย้ำการเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมี่ยมของกลุ่มคู่แต่งงานจากประเทศอินเดีย ซึ่งในปลายเดือน มิ.ย. นี้ทางสมาคมโรงแรมจังหวัดพังงาเตรียมเดินทางไปทำโรดโชว์ ที่เมืองมุมไบและนิวเดลี เพื่อเจาะตลาดกลุ่มนี้ รวมถึงเตรียมกระตุ้นตลาดออสเตรเลียในช่วงปลายปี
ล่าสุด ททท.พังงา ร่วมกับสมาคมโรงแรม และสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัด ออกแคมเปญพิเศษกระตุ้นกลุ่ม Expat เข้ามาพำนักเพิ่มขึ้น นอกจากนี้โรงแรมหลายแห่งพร้อมใจออกแพ็กเกจลดราคาห้องพักลงมากกว่า 10% หวังช่วยดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนต่อทริปสูงถึง 13,000 บาท ให้พำนักยาวนาน 10 คืน ถึง 2 สัปดาห์

ดันเขาหลักขึ้นแท่นเซิร์ฟทาวน์
ทางด้าน นายเอกนรินทร์ โยติภัย ผู้จัดการบริษัท เดอะ บอร์ด แฟคทอรี่ จำกัด อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ในฐานะผู้ผลิตเซิร์ฟบอร์ดแบรนด์ระดับโลก “Sunova” กล่าวว่า ที่นี่เป็นโรงงานผลิตเซิร์ฟบอร์ดแห่งเดียวในไทยและอยู่ใกล้ทะเลที่สุดในโลก เปิดกิจการมากว่า 9 ปี และได้ร่วมมือกับ ททท. เป็นปีที่ 3 ในการผลักดันเขาหลักให้เป็นเซิร์ฟทาวน์ที่สมบูรณ์แบบ ผ่านการเปิดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมดูโรงงาน อีกทั้งมีโรงเรียนสอนกระดานโต้คลื่น โรงงานผลิตกระดานโต้คลื่นคุณภาพ


ทางด้าน นายชาติชาย สมพร ประธานชมรมกระดานโต้คลื่นพังงา กล่าวว่า แหล่งเล่นเซิร์ฟยอดนิยมของไทยอยู่ที่หาดปะการัง (Memories Beach) อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา โดดเด่นด้วยซากปะการังที่ทอดตัวยาวตลอดหาด บรรยากาศเงียบสงบ รวมถึงแหล่งบริการครบครัน ทั้งร้านอาหาร บาร์ ห้องน้ำและโรงเรียน ทำให้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติมาเยือนตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ ทางชมรมยังเปิดบริการนักท่องเที่ยวทุกเพศทุกวัยมาร่วมกิจกรรมการเรียนเซิร์ฟทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยทางชมรมเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและมาตรฐานการสอนที่เป็นระบบ
ทุเรียนหนุนท่องเที่ยวเชิงเกษตร
การท่องเที่ยวเชิงเกษตรและผลไม้อัตลักษณ์ชุมชน กำลังขึ้นแท่นเป็นเครื่องยนต์หลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพังงาในช่วงนี้ โดยเฉพาะ “ทุเรียนสาลิกา” ทุเรียน GI ประจำถิ่นของอำเภอกะปง
นางจรัสศรี คำภีรสิงห์ เกษตรจังหวัดพังงา กล่าวว่า ปี 2569 พังงามีพื้นที่การปลูกทุเรียนรวม 10,485 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 8,919 ไร่ คาดการณ์ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาด 4,285 ตัน ขณะนี้เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. และมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากในช่วงเดือน มิ.ย.


ส่วนทุเรียนพันธุ์พื้นเมืองขึ้นชื่อ ได้แก่ “ทุเรียนสาลิกา” เป็นทุเรียนที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อำเภอกะปง มีผลผลิตออกเฉลี่ย 400 ตัน/ปี ในช่วงต้นฤดูกาลมีราคาขายสูงถึง 300 – 350 บาท/กก. สร้างมูลค่าหมุนเวียนในจังหวัดไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ขณะที่ทุเรียนสายพันธุ์ทั่วไปอย่างหมอนทอง ราคาหน้าสวนในภาคใต้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 200 บาท/กก.
ในส่วนของศักยภาพในการสร้างรายได้ต่อไร่ จากการสำรวจพบว่าพื้นที่ 1 ไร่สามารถปลูกทุเรียนได้ประมาณ 20 – 25 ต้น ผลผลิตราว 100 – 150 กก./ต้น หรือประมาณ 2 – 3 ตัน/ไร่

หากประเมินรายได้รวมต่อไร่ตามราคาซื้อขาย จากราคากลางของทุเรียนสาลิกาที่ 250 บาท/กก. จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรสูงถึงประมาณ 500,000 – 750,000 บาท/ไร่/ปี ขณะที่สายพันธุ์หมอนทองจะอยู่ที่ราว 200,000 – 300,000 บาท/ไร่/ปี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคากลางในแต่ละปี
ทางด้าน นายรณพล ขวัญเซ่ง เจ้าของสวนผลไม้ “สวนก๋ง” ในฐานะสวนผลไม้ที่เข้าร่วมโครงการท่องเที่ยวของจังหวัด กล่าวว่า สวนก๋งมีพื้นที่ 23 – 28 ไร่ ปลูกทุเรียนจำนวน 100 ต้น ปีนี้ผลผลิตที่สวนได้มากกว่า 3 ตัน แม้ภาพรวมเศรษฐกิจซบเซาส่งผลให้ราคาผลไม้ปีนี้ไม่ดีนัก ทำให้ราคาทุเรียนสาลิกาจาก 200-250 บาท/กก. ปรับลงมาที่ 120-200 บาท/กก.

อย่างไรก็ตาม ด้วยจุดเด่นของทุเรียนสาลิกา คือ เนื้อละมุน นุ่ม ครีมมี่ และมี “ไส้สนิม” ที่เป็นเอกลักษณ์ มีความหวานและความมันในตัว ทำให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวไทยตระเวนเข้ามาเยือนสวนอย่างต่อเนื่อง เช่น คาราวานแรลลี่รถยนต์ 65 คัน ที่ ททท.จังหวัดพังงา ร่วมกับบริษัทฟอร์ด ภูเก็ต จัดคาราวานแรลลี่นำนักท่องเที่ยวกว่า 200 คน ลุยชิมถึงสวนเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา
สถิติทะยานอันดับ 4 ภาคใต้
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดพังงา ระบุว่า ภาพรวมการท่องเที่ยวจังหวัดพังงา ปี 2569 ระหว่างเดือน ม.ค. ถึงเดือน เม.ย. 2569 มีผู้เยี่ยมเยือน 1,509,989 คน เพิ่มขึ้น 0.02% แบ่งเป็นชาวไทย 582,898 คน และชาวต่างชาติ 927,091 คน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 20,301 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100% แบ่งเป็นรายได้จากชาวไทย 4,811 ล้านบาท และชาวต่างชาติ 15,490 ล้านบาท
ทำให้จังหวัดพังงาคว้าตำแหน่งรายได้ท่องเที่ยวสูงสุดอันดับ 4 ของภาคใต้ รองจากภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี และกระบี่ และมีจำนวนผู้เยี่ยมเยือนจังหวัดพังงาอันดับ 6 ของภาคใต้ รองจากภูเก็ต, สุราษฎร์ธานี, สงขลา, กระบี่ และนครศรีธรรมราช