ชลประทานจันทบุรีแจงปมน้ำท่วม ยันไม่ได้เปิดประตู 100% ฝนหนักทำน้ำล้นสปิลเวย์
ชลประทานจันทบุรี ชี้แจงข้อเท็จจริง ยันไม่ได้เปิดประตูระบายน้ำ 100% ชี้ฝนตกหนักทำน้ำล้นสปิลเวย์ พร้อมแจงเหตุต้องกักน้ำรับมือวิกฤต “ซูเปอร์เอลนีโญ”
รายงานข่าวจากจังหวัดจันทบุรี ที่ห้องประชุมโครงการชลประทานจันทบุรี นายวุฒิชัย นรสิงห์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจันทบุรี ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงเพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน กรณีสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีในช่วงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเกษตรกรชาวสวนทุเรียนและชุมชน จนเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทาน โดยนายวุฒิชัยยืนยันว่า ข่าวลือเรื่องการเปิดประตูระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำพร้อมกันถึง 100% จนทำให้น้ำท่วมบ้านเรือนประชาชนนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น เป็นผลมาจากปริมาณฝนที่ตกหนักสะสมสูงผิดปกติในช่วงวันที่ 24-27 กันยายน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมวที่มีปริมาณฝนสูงถึง 332.4 มิลลิเมตร ส่งผลให้มีมวลน้ำมหาศาลกว่า 210.91 ล้านลูกบาศก์เมตรไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำทั้ง 7 แห่ง อ่างเก็บน้ำคลองประแกดต้องรับภาระมวลน้ำสูงสุดถึง 110.77 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและไหลล้นทางระบายน้ำล้น ตามกลไกธรรมชาติเพื่อรักษาความปลอดภัยของตัวเขื่อน ในขณะเดียวกัน อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ก็ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยตัดยอดน้ำและชะลอมวลน้ำไว้ได้เป็นจำนวนมาก

สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องการพร่องน้ำล่วงหน้านั้น ทางชลประทานได้ชี้แจงว่ามีการระบายน้ำออกจากอ่างเก็บน้ำคลองประแกดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1-23 กันยายน เป็นปริมาณกว่า 14.11 ล้านลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการน้ำในช่วงปลายฤดูฝนจำเป็นต้องดำเนินการอย่างรัดกุม เนื่องจากหน่วยงานวิชาการได้คาดการณ์ว่าในปีหน้าจะเกิดสภาวะซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño) ซึ่งจะทำให้เกิดภัยแล้งรุนแรง หากระบายน้ำทิ้งทั้งหมดอาจทำให้ภาคการเกษตร โดยเฉพาะสวนทุเรียนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง ต้องเผชิญวิกฤตขาดแคลนน้ำซ้ำรอยเดิม ชลประทานจึงต้องทำงานแบบคู่ขนานคือหน่วงน้ำระบายออกควบคู่กับการเก็บกักน้ำต้นทุนเอาไว้
ทั้งนี้ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบยังช่วยปกป้องเขตเศรษฐกิจเมืองจันทบุรีเอาไว้ได้ แม้จะมีมวลน้ำไหลหลากสูงสุดถึง 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แต่ด้วยการจัดแบ่งมวลน้ำลงสู่แม่น้ำจันทบุรีสายเดิม ผันเข้าคลองภักดีรำไพ และการเดินเครื่องสูบน้ำตามจังหวะน้ำทะเลขึ้น-ลง ทำให้เขตเทศบาลเมืองมีเพียงน้ำท่วมขังเล็กน้อยในพื้นที่ลุ่มต่ำและกลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ กรมชลประทานได้บูรณาการร่วมกับ อบจ.จันทบุรี และ ปภ. เร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ชุมชนและพื้นที่การเกษตร พร้อมเตรียมนำบทเรียนจากอุทกภัยครั้งนี้ไปพัฒนาแผนรับมือระยะยาว เช่น การสร้างทางเลี่ยงน้ำ และพื้นที่แก้มลิง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในอนาคตต่อไป
