ไบโอดีเซล ขอรัฐผ่าทางตัน สร้างสมดุลพัฒนาอุตฯปาล์มน้ำมัน
ศาณินทร์ ตริยานนท์ ไบโอดีเซล
คอลัมน์ : สัมภาษณ์
อุตสาหกรรมไบโอดีเซลไทยยังไปไม่ถึงไหน ท่ามกลางสถานการณ์ปาล์มปีนี้ที่ผลผลิตดีมาก ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบลดต่ำใกล้เคียงราคาตลาดโลก ขณะที่ราคาน้ำมันโลกก็ไม่ได้สูง ไม่เอื้อต่อการใช้ประโยชน์ผ่านไบโอดีเซล “ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์ “นายศาณินทร์ ตริยานนท์” นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย ถึงแนวคิดในการผ่าทางตันไบโอดีเซล ส่งเสริมให้เกิดการใช้ในอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องบิน เคมีชีวภาพ พร้อมกับข้อเสนอการออก พ.ร.บ.ใหม่ รับมือรัฐยกเลิกการอุดหนุนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์ม หวังสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น
ปีนี้ปาล์มผลผลิตทะลักหนัก
สถานการณ์อุตสาหกรรมไบโอดีเซลของไทยในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในภาวะที่ค่อนข้างน่ากังวล มีการคาดการณ์ว่าในปีนี้ ประเทศไทยจะสามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ได้ประมาณ 3.4 ล้านตัน โดยในช่วงต้นปี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม จะเป็นช่วงที่ปาล์มออกผลผลิตจำนวนมาก ขณะที่ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน ถือเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสูงสุดเป็นประวัติการณ์
โดยคาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 400,000-500,000 ตัน ซึ่งราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อกิโลกรัม ใกล้เคียงกับราคาตลาดโลก
แต่ปัจจุบันมีการเร่งส่งออกน้ำมันปาล์มดิบออกนอกประเทศมากขึ้น เพราะรัฐบาลไม่มีการเรียกเก็บภาษี แตกต่างกับการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบเข้าประเทศที่จะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 43% ทำให้ผู้ผลิตสามารถส่งออกน้ำมันปาล์มดิบออกไปต่างประเทศได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ส่งผลให้มีการส่งออกไปต่างประเทศจำนวนมาก และปริมาณน้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศลดลง เพราะรัฐไม่ได้เข้ามากำหนดกลไกควบคุมการส่งออก เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำในประเทศ เป็นการช่วยพัฒนาและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบของไทย
จี้รัฐช่วยพัฒนาอุตฯน้ำมันปาล์ม
สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายของภาครัฐให้มีการบริหารจัดการภาพรวม ทั้งภายในประเทศและการส่งออกอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กำหนดภาษีส่งออกน้ำมันปาล์มดิบเพื่อเก็บเงินเข้ารัฐ หรือถ้าส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำเก็บภาษีหรือภาษีต่ำ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมภายในประเทศให้มากที่สุดก่อนการส่งออก
ยกตัวอย่างประเทศมาเลเซียที่มีการดูแลเรื่องการส่งออก ทั้งการปรับการจัดเก็บภาษีแบบขั้นบันได (Progressive Export Duty) โดยแบ่งตามราคาขายน้ำมันปาล์มดิบ ส่งเสริมการลงทุนในน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (SAF) รวมถึงการใช้เศษน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตก๊าซชีวมวลและสารทดแทนไบโอดีเซล เพิ่มมูลค่าในประเทศ

พุ่งเป้าต่อยอด 8 กลุ่มผลิตภัณฑ์
ยกตัวอย่าง เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมปลายน้ำจากไบโอดีเซล หรือวัตถุดิบน้ำมันปาล์ม ผ่านสิทธิประโยชน์และมาตรการเชิงนโยบายครอบคลุม 8 กลุ่มผลิตภัณฑ์ของกระทรวงพลังงาน ได้แก่ 1) อุตสาหกรรมโอลีโอเคมี (Oleochemicals) ใช้ไบโอดีเซลหรือกรดไขมันจากพืชเป็นวัตถุดิบหลัก เพื่อผลิตสารเคมีต่าง ๆ สำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เช่น สบู่ แชมพู และเครื่องสำอาง 2) พลังงานชีวภาพทดแทนอื่น ๆ เช่น การแปรรูปไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสามารถใช้ในเครื่องจักรกลการเกษตร หรือโรงงานอุตสาหกรรม
3) โรงไฟฟ้าชีวมวล 4) เชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ (SAF) 5) สารเติมแต่งเชื้อเพลิงชีวภาพ (Bio-additives) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของน้ำมันดีเซล ช่วยลดเขม่าควัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
6) น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Biolubricants) 7) การผลิตสารทดแทนปิโตรเคมี เช่น พลาสติกชีวภาพ หรือเคมีภัณฑ์พื้นฐานที่สามารถผลิตจากปาล์มหรือเมทิลเอสเทอร์
และ 8) โครงการระดับชุมชน ที่สนับสนุนให้กลุ่มเกษตรกรหรือชุมชนท้องถิ่นสามารถผลิตไบโอดีเซลใช้เอง รวมถึงผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดเล็กใช้ภายในพื้นที่ แม้สินค้าเหล่านี้มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีเจ้าใหญ่เป็นผู้ผลิตอยู่แล้ว ถ้าไทยจะไปสู้ จะต้องมีต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ ถ้าเราปล่อยให้ต้นทุนในประเทศสูง อุตสาหกรรมเหล่านี้ก็จะไม่เกิด และไทยก็จะแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ไม่ได้ เพราะไทยผลิตสินค้าราคาถูกและไปซื้อผลิตภัณฑ์เคมิคอลราคาแพงจากต่างประเทศเข้ามา
“แม้ที่ผ่านมาเรามีการพูดคุยกับภาครัฐบางส่วน ทางเราพยายามนำเสนอข้อมูลให้เป็นประโยชน์ แต่ยังไม่มีความชัดเจนออกมา รัฐต้องสานต่อและเข้ามาบริหารอย่างจริงจัง เพราะกลายเป็นว่าที่ผ่านมา เราส่งออกวัตถุดิบให้ประเทศอื่นในราคาต่ำ แต่เอาของแพงเข้ามา ไม่ได้ช่วยกระตุ้นเม็ดเงินในประเทศ”
ห่วง ก.ย. 69 ต้นทุนไบโอดีเซลพุ่ง
ส่วนความคืบหน้าการบริหารจัดการอุตสาหกรรมไบโอดีเซลในประเทศไทย โดยขอขยายเวลาการบังคับใช้ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ที่กำหนดยกเลิกมาตรการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น ไบโอดีเซล ตั้งแต่ปี 2565 โดยครั้งนี้เป็นการขยายเวลาครั้งที่ 2 และจะเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะสิ้นสุดในวันที่ 24 กันยายน 2569 และจะไม่มีการขยายระยะเวลาการชดเชยอีก การชดเชยดังกล่าวส่งผลให้ราคาต้นทุนไบโอดีเซลสูงขึ้นตามราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกโดยไม่มีการชดเชยโดยตรงจากรัฐ
เอกชนต้องปรับแผนการดำเนินงานการลงทุนในพลังงานทดแทนอาจจะต้องทบทวนแผน กลไกในการกำหนดราคาไบโอดีเซล ทั้งหมดอ้างอิงมาจากราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลก เปรียบเทียบกับต่างประเทศที่ไม่ได้เข้าไปชดเชยโดยตรง หากมีการยกเลิกกองทุนน้ำมันฯนั้นขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ เช่น จัดตั้งกองทุนใหม่ให้มีวัตถุประสงค์สอดคล้อง ดูแลต้นทุนราคาน้ำมันปาล์มดิบให้เป็นไปอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับตลาดโลก
เล็งตั้ง กม.ใหม่เหมือนอ้อยน้ำตาล
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีแนวคิดที่จะเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันไบโอดีเซลที่จะปรับตัวสูงขึ้น หลังสิ้นสุดการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปี 2569 พร้อมหาแนวทางในการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่จะได้รับผลกระทบในอีก 2 ปีข้างหน้า
โดยกระทรวงพลังงานได้หารือกับ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้ง ปลัดกระทรวงพลังงาน และปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยได้ยกร่างกฎหมายส่งเสริมปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะมีรูปแบบคล้ายพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาล พ.ศ. 2527 ซึ่งอยู่ในการกำกับดูแลของกระทรวงอุตสาหกรรม ที่มีการกำหนดปริมาณและราคากลาง การส่งเสริมการส่งออก
พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล พ.ศ. 2527 เป็นการแบ่งแยกปริมาณความต้องการใช้น้ำตาลระหว่างภายในประเทศกับการส่งออกต่างประเทศ ออกจากกันอย่างชัดเจน กำหนดให้มีโควตาน้ำตาลทรายสำหรับการส่งออก (โควตา ข.) และการจำหน่ายภายในประเทศ (โควตา ก.) รวมถึงส่งเสริมและควบคุมการผลิต การแปรรูป และการจำหน่าย ซึ่งจะมีผลให้การกำกับดูแลปาล์มน้ำมัน แบ่งแยกกันระหว่างปาล์มน้ำมันในอุตสาหกรรมอาหาร กับปาล์มน้ำมันสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมพลังงาน
“เมื่อกองทุนน้ำมันฯต้องหยุดชดเชยการผสมน้ำมันปาล์มในเนื้อน้ำมัน ก็ต้องเร่งทำให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน รวมทั้งสายการผลิตที่จะนำผลปาล์มน้ำมันไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ดีกว่าในปัจจุบัน”