เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พนักงานเบิร์นเอาต์-หมดใจ เพราะองค์กร ‘บีบคั้น’ ใช้ AI ทำงาน
Tech พนักงานเบิร์นเอาต์-หมดใจ เพราะองค์กร ‘บีบคั้น’ ใช้ AI ทำงาน
เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ เอกลักษณ์-ภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย
SD เปิดนิทรรศการ ‘ชุดไทยพระราชนิยม’ เอกลักษณ์-ภูมิปัญญางานพัสตรศิลป์ไทย
ชีพจร ‘ธุรกิจคอนเสิร์ต’ ครึ่งหลังปี’69 ต้นทุนโปรดักชันเดือด CI ShowBiz ชี้ตลาดเมืองไทยระดับหมื่นล้าน
Business ชีพจร ‘ธุรกิจคอนเสิร์ต’ ครึ่งหลังปี’69 ต้นทุนโปรดักชันเดือด CI ShowBiz ชี้ตลาดเมืองไทยระดับหมื่นล้าน
รัฐบาล ชวน ปชช.แสดงความเห็น “ร่างกฎหมายอุ้มบุญ” ฉบับใหม่ ถึง 31 ก.ค. 
Politics รัฐบาล ชวน ปชช.แสดงความเห็น “ร่างกฎหมายอุ้มบุญ” ฉบับใหม่ ถึง 31 ก.ค. 
‘ชัชชาติ’ เพิ่มรายได้ภาษี รีดบุหรี่-โรงแรม-น้ำมัน 
Real Estate ‘ชัชชาติ’ เพิ่มรายได้ภาษี รีดบุหรี่-โรงแรม-น้ำมัน 
ศึกชิงเงินลงทุนยุค AI  จี้ปลดล็อก 5 อุปสรรค-เลิกแข่งค่าแรง
Economic ศึกชิงเงินลงทุนยุค AI  จี้ปลดล็อก 5 อุปสรรค-เลิกแข่งค่าแรง
ฮอนด้า ซิตี้ e:HEV ไม่ทิ้งคราบ จัดจ้าน ครบ คุ้มค่า
Automotive ฮอนด้า ซิตี้ e:HEV ไม่ทิ้งคราบ จัดจ้าน ครบ คุ้มค่า
พยากรณ์อากาศ (19 ก.ค.) ประเทศไทย ฝนฟ้าคะนอง 20-30% ของพื้นที่
Economic พยากรณ์อากาศ (19 ก.ค.) ประเทศไทย ฝนฟ้าคะนอง 20-30% ของพื้นที่
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (19 ก.ค.) ขยับขึ้น 1.35% อยู่ที่ 64,797 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (19 ก.ค.) ขยับขึ้น 1.35% อยู่ที่ 64,797 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (19 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (19 ก.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

เปิด พ.ร.บ.ลดโลกร้อน ชงตั้ง Thai CBAM เลียนแบบอียู

28 ก.ค. 2568 | 07:52น.
piroon
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

“ภาวะโลกเดือด” เป็นวิกฤตที่กำลังเขย่าโลกทั้งใบ ภายใต้ความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์และมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นบนเวทีโลก ทุกประเทศทั่วโลก จำเป็นต้องออกมาตรการมากำกับดูแลและปกป้อง ชะลอปัญหาให้กับโลกใบนี้ ขณะที่ประเทศไทยเอง ต้องเร่งบังคับใช้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ร.บ. Climate Change) เพื่อสร้างกรอบกฎหมายที่เข้มแข็งและยั่งยืนในการลดก๊าซเรือนกระจก

ประชาชาติธุรกิจ ได้สัมภาษณ์พิเศษ “นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช” อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถึงความคืบหน้าของ พ.ร.บ. Climate Change ซึ่งจะกลายเป็นกฎหมายฉบับประวัติศาสตร์และจุดเปลี่ยนสำคัญของไทยในการรับมือโลกร้อน โดยออกแบบให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย และศึกษาแนวทางเครื่องมือกลไกจากประเทศอื่น ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

คาดผ่านสภาภายในปี’69

ปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ได้จัดส่งให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีพิจารณากลั่นกรองสำหรับเตรียมการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการเร่งรัดการเสนอร่าง พ.ร.บ. เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลให้เป็นร่างกฎหมายที่มีความสำคัญเร่งด่วน (Fast Track) เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบเมื่อ 27 มีนาคม 2568 เรียบร้อยแล้ว

คาดว่าจะผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีภายในปีนี้ และจะต้องเข้าสู่การพิจารณาตรวจร่างที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาภายในระยะเวลาไม่เกิน 50 วัน เพื่อให้สามารถจัดส่งไปสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา ภายในปีนี้ คาดการณ์ว่าจะสามารถผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาได้ภายในปี พ.ศ. 2569

“ถ้าไม่มี พ.ร.บ.นี้ ประเทศไทยจะเสียหายอย่างมาก การแข่งขันทางการค้าไปต่อยาก บางครั้งเราก็ต้องเด็ดขาดให้ประเทศเดินหน้า”

เก็บภาษีจากน้ำมัน 50 สต./ลิตร

พ.ร.บ.มีทั้งหมด 205 มาตรา 14 หมวด และ 1 หมวดเฉพาะทาง โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ คือ 1) กลไกราคาคาร์บอนในรูปแบบการจัดสรรสิทธิการปล่อยคาร์บอน (Emissions Trading Scheme : ETS) ซึ่งเป็นกลไกภาคบังคับที่ให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต้องเร่งและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

2) ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) เป็นการลดก๊าซเรือนกระจกโดยการปรับพฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ผ่านกลไกภาษี แต่จะเก็บจากสินค้า เก็บจากสินค้าน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันเป็นหลัก ระยะแรกกำหนดให้เก็บภาษีจากน้ำมันเชื้อเพลิง หน้าหัวจ่ายหรือตามปั๊มน้ำมัน ซึ่งเราคำนวณอัตราการจัดเก็บภาษีเบื้องต้น 200 บาทต่อตันคาร์บอน เปรียบเทียบกับน้ำมัน 1 ลิตรมีคาร์บอนทั้งหมดกี่ตัน พบว่าน้อยมากไม่ถึง 1 ตัน ทำให้ภาษีเพิ่มเพียง 50 สตางค์ต่อลิตร

3) กลไกคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ภาคสมัครใจ เมื่อเราเอากลไกนี้มาเชื่อมโยงกับ ETS หักกลบสิทธิการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระบบได้ไม่เกิน 15% ในช่วงเปลี่ยนผ่านการประกอบธุรกิจ หรืออุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมาก เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมี เหล็ก แก้ว ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังมีการเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้าที่มีคาร์บอนแฝงสูง เช่น น้ำมันที่ใช้ในภาคคมนาคมขนส่ง ขณะเดียวกัน เอกชนก็จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตนเองด้วย หากลดไม่ได้จะต้องจ่ายเงินชดเชยเข้ากองทุนสภาพภูมิอากาศ (Climate Fund) และหลังจากนี้ การซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตจะเข้าสู่การดูแลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุด

แม้หลายภาคส่วนตั้งข้อสงสัยว่าจะก่อให้เกิดการฟอกเขียวหรือไม่ กรมยืนยันว่าไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากเอื้อให้เกิดการฟอกเขียวขึ้น เศรษฐกิจของประเทศจะไปต่อได้หรือไม่ เพราะทุกวันนี้แรงกดดันเข้ามาหลายทาง ทั้งปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้า หรือมีเสียงสะท้อนกลับมาว่า อย่าทำเลยคาร์บอนเครดิต เพราะไม่ยั่งยืน เรายืนยันว่า เราไม่ได้ใช้คาร์บอนเครดิตเป็นกลไกหลัก แต่เป็นกลไกในช่วงเปลี่ยนผ่านของประเทศ

ตั้ง Thai CBAM เลียนแบบอียู

ตอนนี้ภาคอุตสาหกรรมมีการตื่นตัวมาก เพราะมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของ EU หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ซึ่งเป็นการกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภทเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเข้ามาใน EU

ดังนั้น ในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีการกำหนดให้จัดตั้ง Thailand CBAM หรือกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของประเทศไทย มีลักษณะคล้ายกับ EU CBAM ที่จะเป็นกลไกสำคัญและมีความจำเป็นอย่างมาก หากประเทศไทยจะมีการบังคับใช้ ETS อย่างจริงจัง ต้นทุนของผู้ผลิตภายในประเทศจะสูงขึ้น สินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านหรือสินค้าสวมสิทธิจะทะลักเข้ามา

ดังนั้นจึงต้องมีการควบคุมราคาสินค้านำเข้าให้สอดคล้องกับต้นทุนคาร์บอน และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ในกรณีที่ภาคเอกชนของไทยต้องจ่าย “ราคาคาร์บอน” ผ่านระบบ ETS หรือภาษีคาร์บอนภายในประเทศ หากส่งสินค้าไปใน EU และประเทศอื่น ๆ กลไกนี้เปิดโอกาสให้สามารถหักลบต้นทุนคาร์บอนที่จ่ายในไทยกับประเทศปลายทางได้ หากจ่ายในไทยอย่างครอบคลุมแล้ว ก็ไม่ต้องจ่ายซ้ำซ้อนให้กับ EU อีก ถ้าไทยมีการบังคับใช้ Thailand CBAM จะเป็นประเทศแรก ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ที่มีกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของตนเอง

“Thailand CBAM ต้องใช้คู่กับ ETS เพราะถ้าใช้ ETS ก่อน อุตสาหกรรมตายแน่ สินค้าจากลาว เมียนมา เวียดนามก็จะทะลักเข้ามา”

Climate Fund ฝันไกลถึงหมื่น ล.

ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ เราจะจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund) ขึ้นมาเป็นกองทุนหมุนเวียน เราได้ออกแบบกองทุนให้ดำเนินงานเป็นนิติบุคคล ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยไม่ได้เป็นส่วนราชการ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎหมาย ทั้งในลักษณะเงินอุดหนุน เงินกู้ยืม เงินค้ำประกันสินเชื่อ เงินร่วมลงทุน หรือเครื่องมือทางการเงินรูปแบบอื่น พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามามีบทบาทร่วมดำเนินการ

ส่วนเงินของกองทุนจะมาจากภาคเอกชนซื้อสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำไปช่วยเหลือเอกชนให้สามารถเข้าถึงการเงิน กู้ยืมเงินดอกเบี้ยต่ำเพื่อลงทุน เช่น ลงทุนเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน

แต่การเก็บภาษีคาร์บอนนั้น ไม่ได้ถูกนำเข้ามาในกองทุน เพราะถูกควบคุมดูแลโดยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ แต่ในมาตรา 26 ได้ระบุให้สามารถจัดสรรเงินจากการเก็บภาษีคาร์บอนได้ เช่น เก็บ 100% ระบุให้ 10% ส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศได้

ทั้งนี้ กองทุนจะเริ่มดำเนินการหลังจาก พ.ร.บ. บังคับใช้แล้ว 2 ปี เพื่อเตรียมการรวบรวมข้อมูล โดยมีเงินจัดตั้งกองทุนจากกระทรวงการคลังในระยะแรกราว 200-300 ล้านบาท และเงินจากภาคเอกชนหรือบริษัทขนาดใหญ่ที่ถูกกำหนดไว้ จะเริ่มเข้าสู่กองทุนในปี 2574 ตั้งเป้าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท หลังจากนั้นการควบคุมดูแลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะเข้มข้นมากขึ้น เงินที่เข้ามาอาจจะขยับไปถึง 10,000 ล้านบาท

“เราดำเนินการกระบวนการดังกล่าวเพื่อให้มั่นใจจริง ๆ ว่า พ.ร.บ. และกองทุนนี้ไม่ได้เอื้อต่อการฟอกเขียวให้กับอุตสาหกรรม แต่จะเป็นการจัดสรรที่สมดุลและโปร่งใสมากที่สุด”