Skip to content

GULF ยืนเป้าครึ่งปีหลังโต 25% ลงทุนเพิ่ม ‘โซลาร์-ลม-เขื่อน’

04 ก.ย. 2568 | 11:45น.
GULF ยืนเป้าครึ่งปีหลังโต 25% ลงทุนเพิ่ม ‘โซลาร์-ลม-เขื่อน’

GULF กางแผนครึ่งปีหลังยังแกร่ง คงเป้ารายได้โต 25% ดัน EBITDA พุ่ง 40% รับอานิสงส์ COD โรงไฟฟ้าใหม่ 7 โครงการ 597 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าสหรัฐปรับค่าความพร้อมจ่าย พร้อมลุยต่อดาต้าเซ็นเตอร์ วางแผนขยายเป็น 200-300 เมกะวัตต์อีก 3-5 ปี แย้มมีแผนลงทุนใหม่เพียบ ทั้งโซลาร์ ลม เขื่อน รวมถึงแบตเตอรี่

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เปิดเผยถึงแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ว่า ตั้งเป้าคงรายได้การเติบโต 25% และกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากกำลังการผลิตใหม่ ๆ ประกอบด้วย โครงการโซลาร์ฟาร์ม 5 โครงการ และโซลาร์แบตเตอรี่ 2 โครงการ รวมทั้งสิ้น 597 เมกะวัตต์ ซึ่งจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ช่วงพฤศจิกายนถึงธันวาคมนี้

ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Jackson Generation ประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังการผลิต 1,200 เมกะวัตต์ คาดว่าจะมีรายได้เติบโตขึ้นจากค่าความพร้อมจ่ายพลังไฟฟ้า (Capacity Payment : CP) ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนการถือหุ้น 1,000-1,200 ล้านบาทต่อปี ส่วนโครงการพลังงานลม Borkum Riffgrund 2 (BKR2) ที่ประเทศเยอรมนี และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมจากกลุ่ม Gulf Gunkul Corporation (GGC) จะเป็นช่วงไฮซีซั่นในไตรมาส 4 ปีนี้ส่งผลให้มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย

ด้านธุรกิจการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ (LNG) ในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะมีการนำเข้า LNG เพิ่มอีก 30 ลำ หรือประมาณ 2 ล้านตัน เพื่อใช้ในโครงการโรงไฟฟ้า IPP ขนาด 5,000 เมกะวัตต์ของกลุ่มบริษัท และโรงไฟฟ้าหินกอง ส่งผลให้รายได้จากค่าบริการก๊าซธรรมชาติสำหรับผู้รับใบอนุญาตจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ (Shipper Fee) เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีบริษัทได้นำเข้า LNG เข้ามาแล้ว 32 ลำ หรือประมาณ 2.1 ล้านตัน

อย่างไรก็ดี บริษัทยังหาโอกาสในการลงทุนใหม่ ๆ ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศ โดยมีแผนเข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าโซลาร์แบตเตอรี่ และยังอยู่ระหว่างการศึกษาการลงทุนทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐเพิ่มเติม

ส่วนธุรกิจ Data Center ซึ่งบริษัทร่วมลงทุนกับ Singtel และ AIS ได้เริ่มทยอยเปิดให้บริการเฟสแรก ขนาด 25 เมกะวัตต์ไปเป็นที่เรียบร้อย เริ่มรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ทั้งนี้บริษัทมีแผนขยายเป็น 200-300 เมกะวัตต์ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า เนื่องจากมีความต้องการใช้ข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว สืบเนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาใช้โซเชียลมีเดียมากขึ้น จึงจำเป็นต้องใช้พื้นที่จัดเก็บข้อมูลในปริมาณมหาศาล

อีกทั้งองค์กรต่าง ๆ ยังอยู่ระหว่างการขับเคลื่อนสู่กระบวนการดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น ทำให้ความต้องการใช้ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการเงิน ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และธุรกิจด้านสุขภาพ

ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์ของภูมิภาค เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยอาศัยข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ (Gateway Location) ที่เชื่อมโยงกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม รวมถึงทำเลที่ตั้งในฐานะศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ ไทยยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งที่ดินและซัพพลายเพียงพอ ทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม

รวมถึงสาธารณูปโภคสำคัญ เช่น ไฟฟ้า น้ำ และระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่าย 5G, WiFi และไฟเบอร์ออปติก ที่สามารถรองรับการส่งผ่านข้อมูลด้วยความเร็วสูง ตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหาแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่มีความเสถียร ราคาที่แข่งขันได้ และที่สำคัญคือการเข้าถึงพลังงานสะอาด ทั้งนี้ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปีแรก และยังได้รับสิทธิยกเว้นภาษีอีกครึ่งหนึ่งต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปี รวมสิทธิประโยชน์ทางภาษีทั้งสิ้น 13 ปีเต็ม ดังนั้นบริษัทจึงตั้งเป้าพัฒนาและขยายธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่องในอนาคต

“จากนี้ไปจนกระทั่งปี 2576 บริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่ ๆ โดยเฉพาะโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เช่น โซลาร์ โซลาร์แบตเตอรี่ พลังงานลม รวมถึงเปิดดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังเขื่อนด้วย ตั้งเป้าหมายปี 2573-2576” นางสาวยุพาพินกล่าว