Skip to content

เปิดสเป็กนายกฯ คนใหม่ ที่ กกร. ต้องการ

03 ก.ย. 2568 | 14:40น.
เปิดสเป็กนายกฯ คนใหม่ ที่ กกร. ต้องการ

กกร.ขอนายกรัฐมนตรีคนใหม่ “มีความรู้ เก่ง ดี กล้าตัดสินใจ” เร่งมาแก้เศรษฐกิจ หวั่นหากเลือกตั้งกว่าจะจัดตั้งรัฐบาลลากยาวถึง 10 เดือน เอกชนหนักแน่ ลงทุนชะงัก งบประมาณอืด

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เอกชนมีความกังวลอย่างหนักถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับภาวะชะงักงัน ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งเอกชนต้องการความชัดเจนทางการเมืองโดยด่วน ต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และมีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีความสามารถ เพื่อมาบริหารประเทศในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเผชิญความท้าทาย จากทั้งปัจจัยภายในและภายนอก การมีรัฐบาลรักษาการที่มีวาระสั้น ๆ ไม่ใช่ทางออก เพราะนโยบายเศรษฐกิจสำคัญหลายอย่างต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนระยะยาว

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนต้องการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นใคร แต่ขอให้เป็นคนที่มีความรู้ เก่ง ดี และกล้าตัดสินใจ เพราะการเมืองที่ไร้เสถียรภาพจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568

ซึ่งปัจจุบันเบิกจ่ายได้เพียง 50% ต่ำกว่าเป้าหมายที่เคยทำได้ในอดีตถึง 60-70% ทำให้เม็ดเงินที่จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจขาดหายไปอย่างน่าเป็นห่วง นอกจากนี้ การเจรจาทางการค้าที่สำคัญ เช่น การเจรจาเรื่องภาษีกับสหรัฐก็อาจสะดุดลงได้ หากไม่มี ครม.มารับเรื่องเข้าสภา

สำหรับการยุบสภาทันทีกับการรออีก 3-4 เดือน ภาคเอกชนมองว่า การเมืองที่ยืดเยื้อและหากปล่อยให้สถานการณ์ยิ่งขยายระยะเวลาออกไปจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจและนักลงทุนรอดูท่าที (wait and see) ยาวนานขึ้น ซึ่งหากยุบสภา แล้วเลือกตั้งใหม่ หากคิดแบบไม่มีอะไรสะดุดไหลลื่นก็ใช้เวลาราว 6 เดือน แต่หากในกรณีเลวร้ายอาจใช้เวลาถึง 9-10 เดือน กว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ชัดเจน ส่งผลให้เศรษฐกิจไหลไปเรื่อย ๆ ไม่เป็นอัตราเร่ง

ทั้งนี้ กกร.ยืนยันว่าถึงแม้สถานการณ์การเมืองจะมีความเสี่ยงสูง แต่ภาคเอกชนก็พร้อมที่จะเดินหน้าร่วมมือกับภาครัฐ โดยเฉพาะการผลักดันแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand ที่ได้ร่วมกับภาครัฐพัฒนาขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

ทางด้านนายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกยังคงปั่นป่วนจากนโยบายการค้าสหรัฐ เศรษฐกิจไทยเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว เศรษฐกิจไตรมาสที่สองขยายตัว 2.8% ลดลงจาก 3.2% ในไตรมาสที่หนึ่ง

ส่วนอัตราการว่างงานในระบบในไตรมาสที่สองเพิ่มขึ้นเป็น 2.07% จาก 1.88% ในไตรมาสที่หนึ่ง และมีจำนวนผู้เสมือนว่างงานอยูที่ 2.1 ล้านคน สูงขึ้นราว 5% จากปีก่อน และภาคการท่องเที่ยว ภาคก่อสร้างและอสังหาฯ และภาคเกษตรชะลอตัว ความเปราะบางของ SMEs เห็นได้ชัดจากยอดค้างชำระหนี้เกิน 90 วันที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ขนาดเล็กที่ยอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท

ทั้งนี้ กกร.เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากทั้งปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลกและสงครามการค้า และปัจจัยภายในอย่างต้นทุนพลังงาน ค่าจ้างขั้นต่ำ และราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีความเปราะบาง

จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับลด หรือผ่อนปรนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างไม่น้อยกว่า 50% ในปี 2569 หรือจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัว เพื่อบรรเทาภาระต้นทุน เสริมสภาพคล่อง ลดความเสี่ยงจากการปิดกิจการ และกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดผลกระทบเชิงลบ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการจ่ายอัตราค่าจ้างตามทักษะฝีมือแรงงาน (Pay by Skills) ตามประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน มากกว่าการปรับขึ้นค่าจ่างขั้นต่ำ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการ UP-Skill & Re-Skill, Multi-Skill และ New Skill เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะฝีมือให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และเพิ่มผลิตภาพแรงงาน (Labor Productivity) สามารถลดต้นทุนและสร้างความสามารถในการแข่งขัน

และจากที่ กกร.ได้เข้าไปหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ด้วยตระหนักถึงผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐซ้ำเติมปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ทั้ง 1) ความเปราะบางที่มีอยู่เดิม ได้แก่ ความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่

2) ขาดความสามารถในการแข่งขันในโลกใหม่ ขาดการลงทุนพัฒนาผลิตภาพ ขณะที่แรงงานขาดทักษะที่จำเป็น และ 3) ความท้าทายของภาครัฐ จากพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รุนแรงและรวดเร็ว และการไม่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงของนโยบายภาครัฐ ซึ่งเป็นปัจจัยฉุดรั้งศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงได้เห็นร่วมกันในการจัดทำกรอบแนวทางการฟื้นฟูความเชื่อมั่นและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กกร. นายกรัฐมนตรี