ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค-ธุรกิจต่ำสุด ชี้เป็นการสำรวจก่อนที่จะได้ ครม.อนุทิน 1 และรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ด้านหอการค้าฯ มองนโยบาย คนละครึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจ หมุนเงินเข้าระบบ 100,000 ล้านบาท ดึงการท่องเที่ยว ฟื้นเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2568 โตมากกว่า 2%
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าและความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ในช่วงขาลงทั้ง 2 รายการ โดยมีค่าต่ำที่สุดในรอบ 32 เดือน และ 33 เดือนตามลำดับ เนื่องจากภาคธุรกิจกังวลเสถียรภาพการเมืองที่นายกฯถูกถอดถอน และปัญหาเศรษฐกิจฟื้นช้า สะท้อนจากระดับการลงทุนของภาคเอกชนในทุกจังหวัดที่ปรับตัวลดลง
โดยเดือน ส.ค.อยู่ที่ระดับ 37.5 ขณะที่การจ้างงานอยู่ที่ระดับ 38.0 ซึ่งตัวเลขที่ระดับ 30 กว่า ๆ ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ดังนั้น รัฐบาลใหม่มีความจำเป็นต้องเข้ามาเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว

“เรียกได้ว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคหดหายไปประมาณ 2 ปีครึ่ง เหตุผลมาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือจะมีการยุบสภาหรือไม่ รวมทั้งกังวลที่เศรษฐกิจซึมตัว และอาจจะทรุดตัวต่อ ประกอบกับมีสถานการณ์น้ำท่วม จึงทำให้ดัชนีลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7” นายธนวรรธน์ระบุ
อย่างไรก็ดี ในช่วงการสำรวจดัชนีฯดังกล่าว ยังอยู่ในช่วงเดือน ส.ค. 68 ที่สถานการณ์ทางการเมืองไทยมีความไม่แน่นอน เพราะเพิ่งมีเหตุการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ น.ส.แพทองธาร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำให้ประชาชนมีความไม่มั่นใจเสถียรภาพการเมืองไทยว่าจะมีการยุบสภาเกิดขึ้นหรือไม่ และรัฐบาลใหม่-นายกรัฐมนตรีคนใหม่มาจากพรรคการเมืองใด
ทั้งนี้ ปัญหาการเมืองที่คลี่คลายจากการที่ประเทศไทยได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ และคณะรัฐมนตรีคนนอกมืออาชีพที่จะเข้ามาดูแลเศรษฐกิจ ทำให้เกิดกระแสเชิงบวกต่อเศรษฐกิจไทย อาจทำให้สัญญาณดัชนีความเชื่อมั่นขาลงอาจถูกเบรก และเริ่มกลับเข้าสู่ดัชนีขาขึ้นได้ หากรัฐบาลใหม่เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยเร็ว โดยจะต้องเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ซึ่งคาดว่ารัฐบาลใหม่น่าจะเริ่มบริหารประเทศได้ในช่วงเดือน ต.ค.นี้ และประสานไปยังหน่วยงานท้องถิ่นให้เร่งเบิกจ่าย เพื่อให้เกิดการจ้างงานในท้องถิ่น
รวมทั้งผลักดันโครงการคนละครึ่งออกมาใช้โดยเร็ว สำหรับเฟส 1 คาดว่ารัฐบาลจะใช้งบฯในโครงการราว 2.5 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะสามารถสร้างเงินสะพัดในระบบได้ 7 หมื่น-1 แสนล้านบาท เนื่องกลุ่มผู้มีรายได้น้อยจะใช้สิทธิหมดทันที ขณะที่กลุ่มคนระดับปานกลางที่ประหยัดค่าใช้จ่ายจากโครงการนี้ได้ อาจจะดึงเงินออมออกมาใช้จ่ายอย่างอื่น ทำให้มีตัวทวีคูณในเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
“คนละครึ่งเฟส 1 น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 7 หมื่น-1 แสนล้านบาท หากรวมกับการเร่งเบิกจ่ายงบฯปี’69 งบฯท้องถิ่น เชื่อว่าจะประคองเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปีนี้ให้โตได้เพิ่มขึ้นอีก 1-2% มาอยู่ที่ 2.3% และจะผลักให้จีดีพีทั้งปีนี้โตเกิน 2.5% มากกว่าเป้าคาดการณ์ที่ไว้ 2%“
นายธนวรรธน์กล่าวว่า เพื่อให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่องไม่ชะงักงัน รัฐบาลควรจะเติมเงินโครงการคนละครึ่งเพิ่มอีก 2.5 หมื่นล้านบาท ในเฟส 2 รวมเป็นเม็ดเงินทั้งสิ้น 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจจะมีการโยกงบฯกลางเข้ามาใช้ เพราะถือว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ หากทำได้เชื่อว่าภายใน 4 เดือนรัฐบาลจะฟื้นเศรษฐกิจได้ ตั้งแต่ปลายปีไปจนถึงไตรมาส 1 ปีหน้า โดยจีดีพีไตรมาส 1 อาจจะโตได้ 2.5-3% มีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะรองรับการยุบสภาในช่วงต้นปีพอดี ซึ่งจะไม่กระทบกับเศรษฐกิจภาพรวม
อย่างไรก็ตาม ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่ามากที่สุดในรอบ 4 ปี ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจส่งออกของไทยเป็นอย่างมาก ดังนั้น อยากให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาดูแลความเหมาะสมของค่าเงินบาทให้อยู่ระหว่าง 32-33 บาท/เหรีญญสหรัฐ เพื่อพยุงเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่อไปได้
นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์ ม.หอการค้าไทย เปิดเผยถึงดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย (ภาคธุรกิจ) เดือน ส.ค. 2568 ว่าอยู่ที่ระดับ 44.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 45.3 ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกัน เนื่องจากภาคธุรกิจยังกังวลปัญหาความขัดแย้งบริเวณชายไทย-กัมพูชา กังวลต่อแนวทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
รวมทั้งปัญหาการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ กรณีศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 ให้ถอดถอนนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีปรากฏ “คลิปเสียง” สนทนากับผู้นำกัมพูชา
นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือน ส.ค. 68 อยู่ที่ระดับ 50.1 โดยปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 32 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 44.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 48.3 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 58.0
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องทุกรายการ เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบจากสงครามการค้าของสหรัฐ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และฟื้นตัวได้ช้า

