Skip to content

‘มิตซูบิชิ พาวเวอร์’ ชูแผนลดคาร์บอน ชี้ไฮโดรเจนแพงรัฐต้องซัพพอร์ต

18 ก.ย. 2568 | 16:11น.
‘มิตซูบิชิ พาวเวอร์’ ชูแผนลดคาร์บอน ชี้ไฮโดรเจนแพงรัฐต้องซัพพอร์ต
สัมภาษณ์พิเศษ

บริษัท มิตซูบิชิ พาวเวอร์ ถือเป็นหนึ่งในผู้นำเทคโนโลยีพลังงานระดับโลกจากญี่ปุ่น ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากว่า 60 ปี ขณะที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสีเขียว โดยอนาคตปี 2037 มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนมากขึ้น

“ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ นายอากิระ ทาคาฮาชิ ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูบิชิ พาวเวอร์ (ประเทศไทย) ถึงกลยุทธ์ ทิศทางในการดำเนินงานและการสนับสนุนภาคพลังงานของประเทศไทย ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อตอบสนองการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด และสนับสนุนความมั่นคงของระบบไฟฟ้าของไทย ซึ่งมิตซูบิชิฯระบุว่า บริษัทจะไม่ใช่ผู้ให้บริการด้านพลังงาน แต่พร้อมที่จะเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาด้านพลังงานร่วมกับหน่วยงานในประเทศของไทย

เน้นพัฒนากังหันก๊าซ

มิตซูบิชิ พาวเวอร์ เข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยมานาน และได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยของเราเข้ามาร่วมกับหน่วยงานด้านพลังงานไฟฟ้า ทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการเพื่อเป้าหมายหลัก คือการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย โดยเฉพาะพลังงานผ่านการพัฒนากังหันก๊าซ (Gas Turbine) ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลักราว 60%

โดยในปลายแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็นประมาณ 50% แม้สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติลดลง แต่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นโรงไฟฟ้าหลักเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน

“ที่ผ่านมาเราได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในทุกกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าของไทย ภายใต้พันธกิจสำคัญคือ ก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2065 ซึ่งเทคโนโลยีสำคัญของมิตซูบิชิ พาวเวอร์ ที่นำมาใช้ในประเทศไทยในปัจจุบัน คือ เทคโนโลยีกังหันก๊าซสำหรับโรงไฟฟ้าความร้อนร่วม (Combined Cycle) ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทย

หนึ่งในพารามิเตอร์สำคัญที่สะท้อนประสิทธิภาพของกังหันก๊าซ คือ อุณหภูมิทางเข้ากังหัน (Turbine Inlet Temperature : TIT) ซึ่งเป็นอุณหภูมิของก๊าซร้อนที่ไหลเข้าสู่ใบกังหัน ยิ่ง TIT สูง ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้ายิ่งมากขึ้น”

ในช่วงปี 1990 เราได้พัฒนากังหันก๊าซรุ่น D Class ที่สามารถทำงานที่อุณหภูมิ 1,250 องศาเซลเซียส ก่อนจะพัฒนาต่อเนื่องจนถึงกังหันก๊าซรุ่น J Class ที่สามารถทำงานในระดับอุณหภูมิประมาณ 1,650 องศาเซลเซียส และให้ประสิทธิภาพสูงสุดถึง 64% ในระบบโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สูงที่สุดในปัจจุบัน นอกจากนี้กังหันก๊าซยังรองรับการทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียนเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าเมื่อมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ทั้งนี้ เราได้ส่งมอบกังหันก๊าซรุ่น M701 JAC เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 3 โครงการ รวม 10 เครื่อง ได้แก่ โรงไฟฟ้าศรีราชา จังหวัดชลบุรี กำลังผลิต 2,650 เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าปลวกแดง จังหวัดระยอง กำลังผลิต 2,650 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าหินกอง จังหวัดราชบุรี กำลังผลิต 1,400 เมกะวัตต์ โดยกังหันเครื่องที่ 10 ได้เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทั้งหมดมาพร้อมสัญญาบริการระยะยาว 25 ปี

ผนึก กฟผ.ซ่อมกังหันก๊าซ

เรามีความร่วมมือกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในการศึกษาการผสมไฮโดรเจนกับเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าที่มีอยู่แล้ว และบางช่วงไม่ได้เปิดดำเนินการ โดยดำเนินการวางแผนด้านส่วนประกอบและทดสอบร่วมกัน ซึ่งตั้งแต่ปี 2009 เราได้ร่วมลงทุนจัดตั้ง บริษัท อีแกท ไดมอนด์ เซอร์วิส จำกัด เพื่อให้บริการซ่อมอุปกรณ์กังหันก๊าซของระบบผลิตไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี

ซึ่งในอดีตการส่งซ่อมจะต้องส่งไปต่างประเทศ และต้องใช้วิศวกรชาวต่างชาติทั้งหมด เมื่อจัดตั้งบริษัทนี้ขึ้นมา ส่งผลให้ กฟผ.มีองค์ความรู้ไปพร้อม ๆ กับการถ่ายทอดไปยังบุคลากรเพื่อให้สามารถดำเนินการซ่อมเองภายในประเทศ ช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการซ่อมเครื่องกังหันก๊าซ ขณะเดียวกันเราได้จัดทำสัญญาบริการระยะยาว (Long-Term Service Agreement) 25 ปี เพื่อให้ลูกค้าบริหารจัดการและวางแผนการลงทุนได้อย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ดี เราพร้อมนำเสนอเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง ที่สอดคล้องกับบริบทและนโยบายพลังงานของไทย พร้อมทั้งพัฒนากังหันก๊าซรุ่นใหม่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และตั้งใจที่จะเป็นพันธมิตรสำคัญของหน่วยงานรัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนระบบพลังงานของไทยอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันได้ติดตามความคืบหน้าแผน PDP อย่างใกล้ชิด และหากมีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เราก็พร้อมสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ตามบริบทของแผนฉบับใหม่อย่างแน่นอน

“กังหันก๊าซจะยังคงมีบทบาทสำคัญในประเทศไทย ไม่เพียงแต่เป็นพลังงานหลัก แต่ยังช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าเมื่อมีการใช้พลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น”

ชู 3 กลยุทธ์ลดคาร์บอน

นอกจากนี้ เพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจ เรายังเข้าไปมีส่วนร่วมโดยเฉพาะการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

1. พัฒนาและออกแบบเทคโนโลยีกังหันก๊าซประสิทธิภาพสูง

2.มุ่งใช้เชื้อเพลิงสะอาด ได้แก่ ไฮโดรเจนและแอมโมเนีย โดยปัจจุบันเราได้ดำเนินการทดสอบประสิทธิภาพการเผาร่วม (Cofiring) ไฮโดรเจนในสัดส่วน 30% และดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ของมิตซูบิชิ พาวเวอร์ พร้อมทดสอบและใช้งานจริงที่เมืองทาคาซาโกะ ประเทศญี่ปุ่น

นอกจากนี้ ตั้งเป้าใช้ไฮโดรเจนในสัดส่วน 100% ภายในปี 2035 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า ขณะเดียวกันเรายังทดสอบประสิทธิภาพการเผาร่วม (Cofiring) แอมโมเนียในสัดส่วน 100% ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ของมิตซูบิชิ พาวเวอร์อีกด้วย

3.การดักจับคาร์บอน (Carbon Capture) ในโรงผลิตไฟฟ้าความร้อนร่วม โดยดักจับไอเสียคาร์บอนไดออกไซด์หลังการเผาไหม้ก่อนปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยที่ผ่านมามีโครงการที่พัฒนาจนประสบความสำเร็จในระดับโลก เช่น Advanced Clean Energy Storage Project รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกาใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตไฮโดรเจนและกักเก็บในโพรงเกลือใต้ดิน ตั้งเป้าใช้ไฮโดรเจน 100% ภายในปี 2045 และโรงไฟฟ้า McDonough สหรัฐอเมริกา โดยประสบผลสำเร็จการทดสอบเผาร่วมไฮโดรเจน 50% ในปี 2024

“กลยุทธ์ของเราชัดเจน คือ การนำเสนอกังหันก๊าซที่มีประสิทธิภาพสูง เทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดอย่างไฮโดรเจนและแอมโมเนีย และการดักจับคาร์บอน ทั้งหมดนี้สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า 90%” นายอากิระกล่าว

รัฐบาลต้องอุดหนุนไฮโดรเจน

ปัจจุบันไฮโดรเจนยังมีต้นทุนสูงและราคาแพงกว่าก๊าซธรรมชาติ แต่การมาของเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องหาจุดสมดุลเพื่อให้การใช้ไฮโดรเจนสามารถเกิดขึ้นได้จริงในเชิงพาณิชย์

ดังนั้น ภาครัฐควรพิจารณา ภาพรวมทั้งด้านดีมานด์และซัพพลายอย่างรอบคอบ ซึ่งเราได้เตรียมเทคโนโลยีสำหรับรองรับการใช้ไฮโดรเจนไว้แล้ว และเมื่อตลาดไฮโดรเจนขยายตัวทั่วโลก ต้นทุนย่อมมีแนวโน้มลดลง ทำให้การนำไปใช้ในระบบพลังงานเป็นไปได้มากขึ้นในอนาคต

“การใช้ไฮโดรเจนไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องผลักดันโดยภาครัฐและมีนโยบายที่เอื้อต่อการสร้างระบบนิเวศ เพื่อให้สามารถใช้งานได้จริง”