ส.อ.ท.เครียด ศก.ไทยติดหล่ม วอนจริงจัง ‘แก้ปัญหา-เลิกประชานิยม’
เกรียงไกร เธียรนุกุล
ส.อ.ท.ทุบโต๊ะ ศก.ไทยแพ้เวียดนามหลุดลุ่ย จีดีพีไทยติดหล่ม ลดหมดทั้งส่งออก ผลิต กำลังซื้อ คาดไตรมาส 4 โตแค่ 0.3% ทั้งปีทำได้แค่ 2% ขณะที่เวียดนามลิ่วถึง 7-8% แถมเจอ พ.ร.บ.แรงงานฉบับใหม่ สั่งลดเวลางาน เพิ่มวันลายิ่งซ้ำเติมผู้ประกอบการ มีแววปิดกิจการพุ่ง วอนพรรคการเมืองจริงจังแก้ปัญหา อย่ามุ่งแต่ประชานิยมจนเกินไป
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ปีนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เปรียบเสมือนรถติดหล่ม เพราะยังคงมีปัจจัยลบจากปัญหาโครงสร้างยังไม่ถูกแก้ไข ได้แก่ 1.มีวัยทำงานน้อยเพราะไทยเป็นสังคมผู้สูงวัย 2.การคอร์รัปชั่นของระบบราชการ รวมถึงกฎหมายที่ล้าหลัง 3.กับดักรายได้ปานกลาง 4.งบประมาณที่ไม่สมดุลกับรายจ่าย 5.ระบบการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่มาจากความเสี่ยงอื่น ๆ คือ ภาษีทรัมป์ สินค้าทุ่มตลาด สงครามระหว่างประเทศ ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา หนี้ครัวเรือน ค่าเงินบาทแข็ง การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่มีผลต่อภาคการเกษตร และการเมืองภายในประเทศ
ดังนั้น จึงคาดว่าไตรมาส 4 GDP ไทยอาจโตแค่ 0.3% ส่งผลให้ทั้งปี 2568 GDP โตได้เพียง 2% เท่านั้น ขณะที่เวียดนามไตรมาส 3 GDP โต 8.23% ทั้งปี 2568 คาดว่าจะโตได้ 7-8% ขณะเดียวกันยังเห็นการลงทุนใหม่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หากไตรมาส 4 รัฐบาลไทยสามารถเอามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคนละครึ่งพลัส กระตุ้นการลงทุนให้เกิดเงินลงทุนจริงจากมาตรการ Fast Pass แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน และมีมาตรการช่วยหนี้เสีย (NPL) SMEs ได้ อาจทำให้ช่วยดัน GDP ได้อีก 0.4% ซึ่งจะส่งผลให้ทั้งปี GDP โตไปได้ในกรอบ 1.8-2.2%
สำหรับ GDP ปี 2569 ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า GDP ไทยจะโตเพียง 1.7% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย GDP ปี 2558-2567 (ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี) อยู่ที่ 2% เพราะยังคงมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยรอบด้านเช่นเดียวกับปี 2568 อีกทั้งประเทศไทยยังมีสัดส่วนของอุตสาหกรรมเก่ามาก ขาดเทคโนโลยี แต่กลับมีภาระต้นทุนที่สูง การศึกษาไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของอุตสาหกรรม ขณะที่ยังคงมีปัจจัยบวกเข้ามาช่วย เช่น การลงทุนยังขยายตัว ซึ่งประเทศไทยเองจะต้องเร่งจัดหาพื้นที่รองรับ รวมถึงเรื่องของน้ำ ไฟฟ้า บุคลากร เพราะจะเกิดการย้ายฐานเข้ามาลงทุนมากขึ้นจากกลุ่มอุตสาหกรรม คลาวด์ PCB ดาต้าเซ็นเตอร์ EV อาหาร BCG และยังคงมีปัจจัยบวกจากการเลือกตั้งในปี 2568 ที่จะสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น
“อยากให้ทุกพรรคการเมืองเอาเรื่องที่เราเสนอไปศึกษาให้มันมีแนวทางออกมาให้ตรงโจทย์ อย่าประชานิยมมากจนเกินไป ควรเอาเรื่องที่เอกชนเสนอเพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริง ตอนนี้ทุกประเทศต่างก็ปรับตัวหมุนและดิ้นแรง ไทยก็เช่นกันต้องดิ้น ตัดสินใจให้เร็ว เพราะจากนี้การแข่งขันโลกจะรุนแรงขึ้น”
ทั้งนี้ ส.อ.ท.ยอมรับว่าโครงการคนละครึ่งพลัสจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง แต่ระยะสั้นเท่านั้น ดังนั้น รัฐควรพลิกโครงการให้เข้มแข็งขึ้น เช่น ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางจริงจัง, จับคู่กับมาตรการเสริมศักยภาพ SMEs เช่น ให้กู้ดอกเบี้ยตํ่า ฝึกอบรม ปรับระบบดิจิทัล, ให้ร้านค้า SMEs สามารถเข้าถึงระบบรับจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) ได้สะดวก, ควบคุมและตรวจสอบไม่ให้มีการตั้งราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเกินควร, วางแผนต่อเนื่องที่เป็นนโยบายต่อเนื่องเมื่อโครงการสิ้นสุด ต้องมีแผนต่อยอด เช่น โครงการซื้อกลุ่มประชาชนรายได้ตํ่า โครงการช้อปช่วยชาติ หรือบัตรสวัสดิการ ผสมกับนโยบายโครงสร้าง เช่น ปรับภาษี ลดภาระต้นทุนธุรกิจ ให้ SMEs อยู่ได้
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับใหม่) ที่กำลังจะเป็นอีกสาเหตุที่จะทำให้ผู้ประกอบการต้องปิดกิจการ และต้องการให้ภาครัฐทบทวนเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน อาจมีผลเสียเกิดขึ้นตามมาเพราะเป็นช่วงจังหวะที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงานในหลายด้าน โดยเฉพาะการปรับลดชั่วโมงทํางานและเพิ่มวันหยุด จะเป็นการเพิ่มต้นทุนการผลิต โรงงานจะต้องลดกําลังการผลิต บั่นทอนความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการและประเทศ อาจนําไปสู่การปิดกิจการและกระทบการจ้างงาน
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงกฎหมายยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ (FDI) รายได้แรงงานลดลง 16-17% ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการต้องปรับการจัดการแรงงานและเพิ่มต้นทุนการผลิต ไม่ว่าจะปรับการจ่ายค่าจ้างเป็นรายวัน ปลดคนและใช้ระบบออโตเมชั่นเข้ามาแทน ซึ่ง ส.อ.ท.เห็นว่า พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพียงพอแล้วตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน การเพิ่มวันหยุดและสิทธิอื่น ๆ ควรเป็นสวัสดิการที่สถานประกอบการกําหนดเองตามความเหมาะสมและความพร้อม ไม่ควรบังคับเป็นกฎหมายทั่วไป
“ถ้าในมุมของ กกร. เรามองว่าเรื่องนี้ควรมีการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณอย่างชัดเจน พร้อมจัดทำมาตรการรองรับที่เหมาะสม เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังไม่พร้อมต่อการปรับเปลี่ยนดังกล่าว หลายอุตสาหกรรมยังพึ่งพาแรงงานคน ขณะที่การใช้ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยียังมีข้อจำกัดด้านเงินลงทุนและทักษะแรงงาน กระบวนการจัดทำร่างฯ ควรเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ที่กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นและวิเคราะห์ผลกระทบจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน ซึ่งในกรณีนี้ยังขาดข้อมูลเชิงปริมาณที่เพียงพอ”