ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 51.9 ดีขึ้นต่อเนื่อง จับตาคนละครึ่งพลัสทำความเชื่อมั่นฟื้นตัว มีผลทำให้เศรษฐกิจไทยโอกาสโตมากกว่า 2% ขณะที่ความเชื่อมั่นหอการค้าอยู่ระดับ 44.1 ฟื้นตัวครั้งแรก
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าดัชนีความเชื่อมั่นฟื้นเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา และเศรษฐกิจฟื้นจริงหรือไม่ เนื่องจากมีหน่วยงานประเมินว่าเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 จะติดลบ 0.3% จึงมีผลต่อการจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาหลายโครงการ ซึ่งอาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายโต 1.1% ขณะที่หอการค้าคาดการณ์ไว้ที่ 0.6-1% ส่วนทั้งปีกระทรวงการคลังคาดไทยจีดีพีโต 2.4% ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ ส่วนหอการค้าไทยคาดการณ์ไว้ที่ 2-2.5%
ดังนั้น เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะขยายตัวไปได้ดี และทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นตัวได้จากหลายปัจจัย ทั้งการตั้งรัฐบาล โครงการต่าง ๆ ของรัฐ มีเงินเพิ่มจากคนละครึ่งพลัส ที่ลงทะเบียนไว้ 20 ล้านคน มีผลต่อแนวโน้มรายได้ในอนาคต อีกทั้งในระยะเวลาที่ใช้จ่ายทำให้มีเงินสะพัด 20,000 ล้านบาท
และเชื่อว่า 15 ธันวาคม 2568 นี้ จาก 2 โครงการ คนละครึ่ง 88,000 ล้านบาท บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 22,000 ล้านบาท ที่จะถูกอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี และยังมีมาตรการส่งเสริมเที่ยวเมืองรอง ลดหย่อนภาษีได้ เชื่อว่าจะมีเม็ดเงินเข้าระบบอีก 50,000 ล้านบาทในการเคลื่อนการใช้จ่าย ซึ่งจะมีผลต่อจีดีพีไทย
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวยังต้องจับตา คาดว่าจะอยู่ที่ 32 ล้านคน และท้ายปีจะเพิ่มขึ้นได้ 3 ล้านคนไหม จีนจะกลับมาไหม เพราะมีผลในไตรมาส 1 ปีหน้า และคนละครึ่งเฟส 2 ก็ต้องติดตามใกล้ชิดด้วย อีกทั้งยังต้องจับตาหลังจากที่รัฐบาลอนุทินประกาศจะยุบสภาในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569
ซึ่งจะเป็นช่วงสุญญากาศไปจนถึงประมาณเดือนพฤษภาคม 2569 จนกว่าจะเลือกตั้งและมีรัฐบาลชุดใหม่มาบริหารประเทศ โดยจะต้องติดตามการใช้งบประมาณปี 2569 ว่าจะมีเม็ดเงินในโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาเพิ่มเติมหรือไม่ เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยในช่วงรอยต่อก่อนที่จะมีรัฐบาลใหม่
ส่วนเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นั้น ยังมีความน่าเป็นห่วง ซึ่งหลายหน่วยงานต่างประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะเติบโตได้น้อยกว่าปีนี้ เนื่องจากมีช่วงสุญญาการทางการเมืองจากการที่มีเลือกตั้ง และต้องรอการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหาร และจะมีผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณและโครงการงบประมาณ
ดังนั้น ในระหว่างนี้รัฐบาลควรเร่งรัดการการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐก่อนที่จะประกาศยุบสภา และติดตามเร่งรัดการลงทุนและการเบิกจ่ายงบประมาณ และยังมีปัจจัยจากผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบ
เชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้นต่อเนื่อง จับตาคนละครึ่งพลัสหนุน
นายวิทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index : CCI) เดือนตุลาคม 2568 กลุ่มตัวอย่าง 2,244 คน พบว่าอยู่ที่ระดับ 51.9 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรอบ 9 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทุกรายการปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 9 เดือน
เนื่องจากผู้บริโภคมีความหวังและมีความเชื่อมั่นว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจะทำให้ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น แม้ว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการค้าที่สหรัฐ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้าก็ตาม
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 45.5 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 49.6 และดัชนความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 60.6 โดยดัชนีทุกรายการ ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 เช่นกัน
พร้อมกันนี้ ผู้บริโภคมีความหวังว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้จากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาล ซึ่งจะต้องตามดูสถานการณ์ต่อไป ว่าความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนถัดไป (พ.ย. 68) จะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องมากน้อยเพียงใด คาดว่าผู้บริโภคจะเริ่มจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นในไตรมาสที่ 4 นี้ ซึ่งเป็นช่วงของระยะเวลาโครงการ “คนละครึ่งพลัส”

เชื่อมั่นหอการค้าฟื้นครั้งแรก
นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือนตุลาคม 2568 ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 369 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 27-31 ตุลาคม 2568 พบว่าความเชื่อมั่นหอการค้าไทยโดยภาพรวมอยู่ที่ระดับ 44.1 เพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 7 เดือน แต่ก็ยังฟื้นตัวไม่มาก ต้องรอติดตามเดือนพฤศจิกายนนี้ คนละครึ่งพลัส เที่ยวด้วยกัน จะมีผลต่อธุรกิจแค่ไหน
ปัจจัยที่กระทบความเชื่อมั่นหอการค้าไทย คือความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคกลาง ที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงผลผลิตทางการเกษตร สถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังคงเฝ้าระวังการเกิดเหตุรุนแรงจากฝั่งตรงข้ามบริเวณตามแนวเขตชายแดน
ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวและการเตรียมตัวอพยพของประชาชน รวมถึงการค้า การท่องเที่ยว และการลงทุน ที่ต้องหยุดชะงักบริเวณพื้นที่ชายแดนเศรษฐกิจยังฟื้นตัวช้า ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่ำ ปัญหาค่าแรงสูง ปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน เป็นต้น

ส่วนปัจจัยบวกที่กระทบ คือปัจจัยการเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนขึ้น พร้อมทั้งได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะหนุนความเชื่อมั่น บรรยากาศการลงทุน และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวจากภาครัฐ กนง. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ต่อปี น้ำมันขายปลีกลดลง เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย
สำหรับข้อเสนอต่อภาครัฐ คือมาตรการป้องกันและเยียวยากับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทั้งภาคประชาชนและธุรกิจ แนวทางแก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัว รวมทั้งการบริหารจัดการการค้าชายแดน แนวทางเร่งแก้ปัญหาหนี้ในระบบและนอกระบบ โดยการปรับโครงสร้างหนี้ และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การสร้างความเชื่อมั่นกับนักลงทุน และส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่สามารถแข่งขันได้กับประเทศอื่น
การส่งเสริมเทคโนโลยี/นวัตกรรม สำหรับภาคธุรกิจในการแปรรูปสินค้าเกษตรตกเกรดให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น การรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน มาตรการส่งเสริมช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อช่วยลดขั้นตอนต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นลง