Skip to content

กรมเหมืองโฟกัส ‘ทอง-ลิเทียม’ มีเยอะ-หนุนไทยขึ้นแท่นฮับ EV

04 ธ.ค. 2568 | 07:31น.
กรมเหมืองโฟกัส ‘ทอง-ลิเทียม’ มีเยอะ-หนุนไทยขึ้นแท่นฮับ EV

กรมเหมืองแร่เผยแผนปี’69 โฟกัส 4 แร่สำคัญ “ทองคำ-โพแทช-ลิเทียม-แรร์เอิร์ท” ยันโพแทชก้อนแรกจนไปสู่ปุ๋ยโพแทชในปี’70 แน่นอนขณะที่ขยายพื้นที่ขุดแร่ทองคำ ได้ปริมาณเพิ่มขึ้นขานรับดีมานด์โลก ส่วนลิเทียมผลสำรวจระบุมีเยอะ คุ้มค่าลงทุนหนุนไทยขึ้นฮับ EV แต่แร่แรร์เอิร์ทเจอแค่ 2 ชนิด แถมความเข้มข้นต่ำเกณฑ์

นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เปิดเผยว่า ในปี 2569 แร่ที่จะมีความสำคัญและเป็นที่ต้องการทั้งในตลาดโลกและในประเทศ มี 4 ตัว คือ โพแทช ลิเทียม ทองคำ และแรร์เอิร์ท สำหรับแร่โพแทชโครงการในพื้นที่ จ.นครราชสีมา จะเริ่มขุดเจาะในชั้นตัวแร่ต้นปีหน้า คาดว่าแร่โพแทชก้อนแรกของไทยขึ้นมาจากพื้นดิน จากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการแต่ง สกัด จนสามารถผลิตเป็นปุ๋ยโพแทชได้ในปี 2570 อย่างแน่นอน ซึ่งหากโครงการดังกล่าวสำเร็จจะทำให้ไทยไม่ต้องนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศ ลดมูลค่าการนำเข้ากว่าหมื่นล้านบาท

“ในขณะที่แร่ทองคำ ซึ่งเป็นผลมาจากดีมานด์พุ่ง ด้วยราคาตลาดโลกมีความผันผวน แต่ทองคำได้กลายเป็นสินทรัพย์มีค่า ที่ใช้ทั้งสะสมและเก็งกำไร ในขณะที่เหมืองทองในประเทศไทยได้กลับมาดำเนินกิจการแล้ว และมีแผนขยายพื้นที่ที่คาดว่าจะมีปริมาณแร่ทองคำเพิ่มขึ้น”

นายอดิทัตกล่าวว่า ส่วนแร่ลิเทียมซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในการทำแบตเตอรี่ ขณะนี้ผู้ขออาชญาบัตรสำรวจได้รับการอนุญาตจากเจ้าของพื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่ความมั่นคง (เขตทหาร) ครอบคลุม จ.กาญจนบุรี และ จ.ราชบุรี และอยู่ระหว่างการคุยในรายละเอียดถึงแผนการขุดเจาะกับทางกรมธนารักษ์ ที่คาดว่าจะเริ่มขุดหลุมแรกจาก 4 หลุมภายในปลายปี 2568

พื้นที่ดังกล่าวมีข้อมูลบ่งชี้ทางธรณีวิทยาชัดเจนว่ามีแร่ลิเทียมจำนวนมาก และคุ้มค่าต่อการลงทุนที่จะทำเหมือง และแน่นอนว่าจะเป็นส่วนที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปสู่การเป็นฮับ EV ที่ครอบคลุมถึงต้นน้ำ นั่นคือการมีแร่จากแหล่งธรรมชาติในประเทศ ขณะเดียวกันไทยยังมีโรงประกอบรถ EV และโรงงานผลิตรถ EV เกิดขึ้นแล้ว แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีโรงงานผลิตเซลล์แบตเตอรี่ EV แต่หากไทยได้แร่ลิเทียม จึงไม่ยากที่เป้าหมาย 30@30 จะสำเร็จ

ส่วนแร่แรร์เอิร์ท ซึ่งในประเทศไทยพบว่ามี 2 ชนิด คือ Monazite และ Xenotime ซึ่งมักพบในแถบโซนตะวันตกไล่มาตั้งแต่บนสุดทางภาคเหนือเรื่อยลงมาถึงภาคใต้ แต่ในแง่ของความคุ้มค่ายังไม่มี เพราะแร่แรร์เอิร์ทจำเป็นต้องมีความเข้มข้นที่ 400-500 PPM ขึ้นไป ในขณะที่ไทยเองพบว่ามีความเข้มข้นเพียง 200-300 PPM เท่านั้น อย่างไรก็ตาม กพร.ได้ทำแผนบริหารจัดการแร่ทั้งแรร์เอิร์ทและลิเทียมแล้ว คาดว่าจะเสร็จช่วงเดือน มิ.ย. 2569 ซึ่งในแผนดังกล่าวจะเป็นกรอบและแนวทางว่า แร่แต่ละชนิดจะต้องจัดการอย่างไร

ส่วนกรณีที่ไทยมีการลงนามเอ็มโอยูกับสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับความร่วมมือในการจัดหาแร่แรร์เอิร์ทนั้น ถือว่าเป็นเรื่องดีที่สหรัฐให้ความสนใจเรื่องแรร์เอิร์ทของประเทศไทย กรมทรัพยากรฯมีหน้าที่สำรวจและยืนยันว่าพบแร่ 2 ชนิดแต่ปริมาณน้อย

ขณะที่ กพร.มีหน้าที่ให้ใบอนุญาตกับเอกชนเพื่อสำรวจ ซึ่งขณะนี้มีการสำรวจอยู่ เพียงแต่ว่าความเข้มข้นยังไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์ “ที่เจอยังไม่คุ้ม ที่คุ้มยังไม่เจอ” ส่วนการลงนามยิ่งจะเป็นโอกาสในอนาคต หากสหรัฐมีเทคโนโลยีเพื่อมาทำเหมืองให้ผลกระทบน้อยที่สุด หากเจอไทยก็มีโอกาสในการนำแร่ขึ้นมาได้จากทรัพยากรในประเทศใช้สำหรับอุตสาหกรรมต้นน้ำเพื่อมาทำแบตเตอรี่ในอุตสาหกรรม EV

โดยที่สามารถกำกับดูแลควบคุมผลกระทบได้ แต่ถ้าไม่เจอ ไทยก็ยังสามารถนำเข้าแร่มาแต่ง สกัดให้เป็นธาตุสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งไทยสามารถเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ซัพพลายเชน แวลูเชนได้ และ MOU ฉบับนี้ไม่ผูกพันตามกฎหมาย

นายอดิทัตกล่าวถึงสถานการณ์การจัดเก็บค่าภาคหลวงในปี 2568 ว่า จัดเก็บอยู่ที่ 4,961.51 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35% นอกจากนี้ยังมีเงินที่เป็นผลประโยชน์พิเศษแก่รัฐอีก 457 ล้านบาท ซึ่งโอนให้กับ อปท. จำนวน 130 แห่ง จาก 43 จังหวัดทั่วประเทศ

โดยอัตราส่วนในการจัดสรรเงินค่าภาคหลวง แบ่งให้ อบต. หรือเทศบาลที่มีประทานบัตรตั้งอยู่ในพื้นที่ 20%, จังหวัดที่มีประทานบัตรตั้งอยู่ 10% อบต. และเทศบาลในจังหวัดอื่น ๆ ในพื้นที่ทั่วประเทศ 10% อบจ. ในจังหวัดที่มีประทานบัตร 20% นำส่งเป็นรายได้ของรัฐ 40% ที่นำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การดูแลสุขภาพประชาชนในพื้นที่ เป็นอำนาจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะสามารถนำเงินไปใช้ตามวัตถุประสงค์ได้

นอกจากนี้ การทำเหมืองจำเป็นต้องมีกฎกติกาเพื่อลดผลกระทบต่อสังคม สุขภาพ ประชาชน สิ่งแวดล้อม กพร.จึงบังคับให้ผู้ที่ได้รับประทานบัตรประกอบทุกรายต้องเข้าร่วมโครงการ Green Mining เริ่มต้นปี 2567 จากเดิมเป็นการขอความร่วมมือภายในระยะเวลา 3-5 ปี หากไม่เข้าร่วมถือว่าผิดกฎหมาย โทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับ 300,000 บาท ส่วนเรื่องการใช้วัตถุระเบิดแบบใหม่จะเริ่มต้นปี 2570 เพื่อลดผลกระทบทางเสียงและแรงสั่นสะเทือน สำหรับรายเก่าที่ขอต่ออายุประทานบัตรและรายใหม่ ส่วนรายที่ยังไม่ดำเนินการคาดว่าจะทยอยเข้าร่วม 75% ภายใน 10 ปี ด้วยอายุประทานบัตรของแต่ละรายหมดไม่เท่ากัน

อย่างไรก็ตาม แร่ที่มีราคาผันผวนมากจะเป็นแร่ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ ต้องใช้แร่ซิลิคอน แบตเตอรี่ EV ต้องใช้ลิเทียม รวมถึงแรร์เอิร์ทที่ใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเมื่อต้องการพลังงานสะอาดมากก็ต้องขุดแร่จากธรรมชาติมาใช้มากขึ้นเช่นกัน

ซึ่งปัจจุบันเหมืองแร่ในไทยใน 500 โครงการ หรือ 850 แปลง มีมูลค่ากว่า 80,000 ล้านบาท ตั้งแต่มกราคมถึงตุลาคม 2568 มีการอนุญาตประทานบัตร 13 แปลง ต่ออายุ 8 แปลง รวม 21 แปลง โดยแร่ส่วนใหญ่ที่ส่งออก คือ ยิปซัม รวมแร่อื่น ๆ มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท แต่จะต้องคุมปริมาณส่งออกและกำหนดราคาขายที่ต่ำ เพราะไม่ต้องการให้นำทรัพยากรของประเทศออกไปขาย แต่ควรต้องใช้ประโยชน์ในประเทศให้มากที่สุด และเพียงพอต่อการใช้งานในประเทศ

ส่วนกรณีการยุติข้อพิพาทระหว่างรัฐบาลไทยกับคิงส์เกตในคดีการสั่งปิดเหมืองทองคำนั้น คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าอนุญาโตตุลาการจะทำหนังสือแจ้งเป็นทางการ จากนั้น กระทรวงอุตสาหกรรมจะแจ้งให้ที่ประชุม ครม.รับทราบ ก็ถือว่าข้อพิพาทนี้ได้ยุติลงอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ความเสียหายทั้งหมด รัฐบาลไทยจ่ายเพียงค่าทนายความ ค่ากระบวนการ ค่าตัวของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งอยู่ที่หลักร้อยล้านบาทเท่านั้น