สรท. ประเมินศาลสูงสหรัฐเลื่อนการตัดสินคดีภาษีทรัมป์ออกไป คาดน่าจะเป็นช่วงเดือนมิถุนายน 2569 มองแม้คำตัดสินออกมาจะคล้อยตามคำตัดศาลชั้นต้นและศาลอุทรณ์ คาดจะเป็นประโยชน์กับทั่วโลก แต่เชื่อว่าสหรัฐน่าจะมีการเก็บภาษีในรูปแบบอื่น ย้ำ ผู้ส่งออกไทย ไม่ควรวิตก
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลสูงสหรัฐเลื่อนการตัดสินคดีภาษีทรัมป์ออกไป ว่า สภาผู้ส่งออกเชื่อว่าแนวโน้มที่ศาลฎีกาจะตัดสินคล้อยตามศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ แต่อาจจะไม่สามารถประกาศทันที เพราะถ้าประกาศทันทีแล้ว ทางฝั่งผู้บริหารของสหรัฐ ทีมงานของทรัมป์อาจจะยังไม่พร้อมที่จะรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยทุกคนทราบว่าภาษีนำเข้าได้มีการเก็บเข้าไปในระบบคลังเรียบร้อยแล้ว พอเก็บไปแล้วโอกาสที่จะเอาไปใช้แล้วก็คงมีสูง เพราะฉะนั้น เงินบางส่วนอาจจะหายออกไป
อีกทั้ง ในเมื่อยังไม่มีทางออก เข้าใจว่าคงจะต้องทอดเวลาออกไปนิดหนึ่ง ซึ่งก็ต้องรอศาลฎีกาอาจจะให้ความเห็น พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากฝ่ายบริหาร ว่าทำไมถึงคิดว่าจำเป็น ทำไมถึงเอาเรื่องนี้มาใช้กับประเทศต่าง ๆ ซึ่งถึงแม้ต้องผ่านสภา แต่อำนาจของประธานาธิบดีสหรัฐ มีอยู่อันหนึ่ง คือ มาตรา 230 และ 232 ซึ่งเป็นอำนาจที่สามารถเลือกปฏิบัติกับสินค้าตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ หรือหลายตัวก็ได้ เพราะฉะนั้นค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นคุณ หากตัดสินใจตามนั้น
แต่เนื่องจากว่าหากพิจารณาตัดสินอออกมาสอดคล้องกับคำตัดสินก่อนหน้า ก็กระทบทางฝั่งสหรัฐมากพอสมควร และฝ่ายบริหารได้ออกดำเนินการตามคำสั่งบริหารไปแล้ว จึงต้องพยายามประคองว่าการดำเนินการนั้นถูกต้อง และยังมีผลให้เป็นคุณกับประเทศสหรัฐต่อ ดังนั้นไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร การเก็บภาษียังคงต้องมีอยู่ เพียงแต่จะเป็นในรูปแบบอื่น
ในส่วนของผู้ประกอบการและผู้ส่งออก จริง ๆ แล้วสถานการณ์นี้อาจจะเกี่ยวกับผู้นำเข้ามากกว่า โดยเมื่อประเมินแล้วมองว่าเงินภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว คงจะไม่คืนให้ผู้นำเข้า ขณะเดียวกัน เอฟเฟ็กต์ที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นไปแล้ว ผู้ส่งออกเองมองว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเกิด จะโดนภาษีนำเข้า ดังนั้น ไม่ว่าคำตัดสินจะออกมาอย่างไร ก็ไม่ได้มีผลกระทบมาก เพราะการเจรจา การดีลราคา และเทอมการซื้อขายต่าง ๆ ได้ตกลงกันไปหมดแล้ว เอฟเฟ็กต์ในเชิงผลกระทบจึงไม่หนักมาก เพราะเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายรู้ตัวอยู่แล้วว่าจะโดน
ทั้งนี้ แม้ในกรณีที่ตัดสินออกมาว่าไม่โดนภาษีในรูปแบบเดิม ก็ยังอาจจะต้องโดนในรูปแบบอื่น จึงมองว่าสถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างเฉย ๆ หากผลออกมาเป็นคุณกับผู้ส่งออก หรือผู้นำเข้ามากขึ้น ก็ถือว่าดี แต่โดยรวมเข้าใจว่าน่าจะใกล้เคียงเดิม และสหรัฐคงไม่ถอนเงินออกมาเพื่อคืน เพียงแต่ต้องไปจัดการกันภายในว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ
นายธนากรกล่าวอีกว่า หากเกิดกรณีการเก็บภาษีในมาตราอื่น ซึ่งอาจจะสูงขึ้นกว่าเดิม แต่เป็นการเก็บเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะสินค้า โดยขณะนี้รัฐบาลสหรัฐ และทีมเจรจามีข้อมูลรายการสินค้าทุกประเทศที่ค้าขายด้วยอยู่แล้ว และมีการพิจารณาไว้แล้วว่าจะดูแลสินค้าตัวใดบ้าง จึงมองว่า ขณะนี้ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก เพราะสหรัฐเข้าใจบริบทของการนำเข้าทั้งระบบของประเทศตนเองแล้ว
“หากให้เดาในมุมของ สรท. มองว่า มีโอกาสเป็นคุณ แต่เนื่องจากการรับมือของสหรัฐ ยังมีอยู่เต็มมือ อยู่ที่ว่าจะเลือกใช้ในรูปแบบใด หากเก็บเงินมาแล้วและยังอยากจะเก็บต่อ ก็ต้องหาวิธีในการจัดเก็บต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับเม็ดเงินที่คำนวณไว้แล้วว่าจะเข้ามาเพิ่มงบประมาณประเทศเท่าใด พร้อมมองว่า การรับมือของสหรัฐ น่าจะออกมาต่อเนื่อง หากมีการตัดสินว่าแนวทางเดิมไม่ถูกต้อง”
ส่วนกระแสข่าวว่าคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐ น่าจะออกมาประมาณเดือนมิถุนายนนั้น ก็ถือว่าเป็นเวลาที่เพียงพอสำหรับฝ่ายบริหารสหรัฐ ในการเตรียมการ เพื่อประคองสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว รวมถึงเงินที่จัดเก็บไปแล้ว จึงไม่อยากให้ผู้ประกอบการไทยวิตกกังวลจนเกินไป เพราะเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนรับรู้อยู่แล้ว และควรตั้งรับอย่างมีสติ เนื่องจากเป็นเรื่องภายในของสหรัฐ ว่าเขาจะจัดการต่ออย่างไร เงินจะคืนหรือไม่คืน เป็นเรื่องที่เขาต้องบริหารจัดการกันเอง