‘พีทีจี’ ปูพรมสถานีชาร์จ EV ลั่นเป้ากำไรน็อนออยล์โตก้าวกระโดด
สัมภาษณ์
“ทำธุรกิจที่มันเหมือนกันได้ แต่ต้องสร้างความแตกต่างกันแบบสิ้นเชิงให้ได้” คำกล่าวของ “นายพิทักษ์ รัชกิจประการ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG จากการให้สัมภาษณ์กับ “ประชาชาติธุรกิจ” ในวันที่ปั๊มน้ำมันไม่ได้เป็นแค่ปั๊มอีกต่อไป เมื่อความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ตลาดรถ EV เติบโต และแบรนด์กาแฟ “พันธุ์ไทย” ตีตลาดได้อย่างไม่น้อยหน้าคู่แข่งในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น และทำให้คนรู้จักกับ “สมาชิกบัตรแดง” หรือ PT Max Card Plus
ขยาย GIGA EV ในกรุงเทพฯ
ย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน สถานีน้ำมันก็คงเป็นแค่ปั๊มน้ำมันที่มีไว้เติมน้ำมันและเข้าห้องน้ำเท่านั้น แต่ปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตอย่างสิ้นเชิง กลายเป็น “Mini Community Mall” ที่เกือบจะครบวงจรในการให้บริการและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์
ต้องยอมรับว่าตอนนี้มันเป็นจังหวะดีที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) มันเติบโตไม่หยุด จำนวนรถก็เพิ่มขึ้นและเราก็เห็นว่ามันมากที่สุด คือ พื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล ตอนนี้เราก็ต้องพยายามหาว่าพื้นที่ตรงไหนที่จะเป็นคลัสเตอร์แล้วก็จะกระจายวงออกไป
เรามองหาโซนคลัสเตอร์ แผนคืออยู่ใกล้ ๆ คอนโดมิเนียม เป็นโซนที่มีคนใช้รถ EV มาก แต่ยังไม่มีที่ชาร์จรองรับได้พอ ซึ่งเราจะไม่ใช้โมเดลการเข้าไปติดตั้งไว้ใต้คอนโดฯ แต่เราเป็นโมเดลตั้งสถานีชาร์จ EV ไปเลย ไปตั้งละแวกที่มีคอนโดฯ คลัสเตอร์ที่มีรถ EV มาก ๆ หรือที่เราเรียกว่า “PT GIGA EV”
ปี 2569 นี้เราต้องการขยายให้มากที่สุด แต่ความยาก คือ เรื่องของการหาพื้นที่ที่เราต้องการ คือ ประมาณ 1 ไร่นิด ๆ ผมต้องการให้มันเป็นคอมมิวนิตี้เล็ก ๆ ในนั้นด้วย ซึ่งในกรุงเทพฯเอง หาพื้นที่ขนาดนี้ยากมาก เพราะว่าการชาร์จเราใช้เวลาชาร์จประมาณ 30 นาที ถือว่าเป็นการใช้เวลาพอสมควรมันควรจะมีร้านกาแฟ ร้านอาหาร
ประเด็นความยากตอนนี้ คือ การหาที่ เรื่องซื้อเราคงไม่ซื้อ แต่เราจะใช้วิธีรูปแบบของการเช่าที่ เราเลยยังบอกไม่ได้ว่าจะขยายได้อีกกี่แห่ง เดิมตอนนี้มันเป็นตัวชาร์จที่แทรกอยู่ในปั๊ม PT เราเองประมาณ 200 แห่ง ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่ที่เรากำลังจะทำตอนนี้ คือ เราจะขยายในกรุงเทพฯ เป็นสถานีบริการชาร์จเท่านั้น ไม่มีปั๊มน้ำมันในนั้นเลย โมเดลนี้เราไม่แน่ใจว่ามีคนทำแล้วหรือยัง ถ้ามีคนทำอยู่ก็น่าจะมีแค่ OR รายเดียว
ปีที่แล้วเราเปิดตัว “PT GIGA EV” ไปแล้วสาขาแรกที่ลาดพร้าว-วังหิน เป็นการนำร่องเป็นสถานีต้นแบบไร้ปั๊มน้ำมัน เน้นบริการครบวงจร 24 ชั่วโมง ที่จะมีตู้ชาร์จ EleX by EGAT 5 ตู้ 10 หัวชาร์จ รองรับรถ EV และมีบริการน็อนออยล์ เช่น กาแฟพันธุ์ไทย Subway และ Autobacs ก็คือ การบริการแบบ One-Stop Service สำหรับผู้ใช้รถ EV ในแต่ละวันมีคนเข้าใช้รับบริการจำนวนเยอะมาก สำหรับอัตราค่าบริการตอนนี้เป็นหน่วยปกติอยู่ที่ประมาณ 7 บาทกว่า ๆ ต่อหน่วย ถือว่าเป็นราคาที่ยังแข่งขันได้และมีกำไรอยู่ ยังไม่ถึงขั้นที่ว่าต้องแข่งขันกันในเรื่องราคา
พันธุ์ไทยก้าวสู่ปีที่ 14
สำหรับแผนของธุรกิจน็อนออยล์ปีนี้ยังเป็นปีที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ผมทุ่มงบฯลงทุน 4,000-4,500 ล้านบาท ขยายธุรกิจร้านกาแฟพันธุ์ไทย เป้าอยู่ที่ 800 สาขา และธุรกิจอาหารคือ ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย 80 สาขา เพื่อผลักดันสัดส่วนกำไรจากน็อนออยล์ให้สูงขึ้นแตะ 50% แต่ก็ยอมรับว่ามันก็มีเรื่องที่เรากังวล ก็คงเป็นเรื่องเศรษฐกิจไทยที่ปีนี้เราเห็น GDP จาก 2.1% เหลือ 1.5% ตรงนี้อาจจะมีผลกระทบต่อกำลังการใช้เงินของประชาชน ก็มีผลต่อเงินในกระเป๋าตังค์ของประชาชนเหมือนกัน
มาที่เรื่องแบรนด์ร้านกาแฟพันธุ์ไทย ตอนนี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นและเป็นที่ยอมรับมากขึ้น พันธุ์ไทยถือว่าเราก้าวไปถึงจุดที่สำเร็จแล้ว และเราก็พอใจมากกับผลตอบรับจากลูกค้า เราเริ่มปั้นแบรนด์มาตั้งแต่ปี 2555 กำลังเข้าปีที่ 14 ในเดือนกันยายนนี้ ก็ต้องขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุน โดยเฉพาะเรื่องบัตรสมาชิก ที่เรายังรักษาจำนวนการสมัครสมาชิก ทั้งบัตรเขียว บัตรแดง ไว้ในอัตราที่ดี และเราก็ยังมีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯอยู่
ส่วนเรื่องการลงทุนส่วนอื่น ๆ ก็มีที่ขยายธุรกิจพลังงานสะอาดโรงไฟฟ้าขยะที่สงขลา ภาพรวมและเป้าหมายการเติบโต ดังที่เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 5-10% ยังเน้นไปที่ธุรกิจน็อนออยล์ ส่วนตัวกำไรแน่นอนว่าต้องผลักดันกำไรจากธุรกิจน็อน ออยล์ให้เพิ่มขึ้นเป็น 50% กลยุทธ์ต้องมาพร้อมกับการขยายสาขากาแฟพันธุ์ไทยเพิ่มอีก 800 สาขา จากปัจจุบันมีประมาณ 1,885 สาขา ส่วนอาหารก็คือ ก๋วยเตี๋ยวเรือพันธุ์ไทย 80 สาขา ดังนั้นเราจะเห็น PTG จากธุรกิจหลัก คือ น้ำมัน อาหาร ค้าปลีก โลจิสติกส์ สุขภาพ ดิจิทัล พลังงานหมุนเวียน
แผน LPG ครัวเรือนฉลุย
หลังจากที่บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ ATLAS เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปลายปีที่แล้ว เป็นการระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจแก๊ส LPG ทั้งภาคครัวเรือนและยานยนต์ รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องภายใต้เครือ PTG ไปแล้วนั้น ความคืบหน้าตอนนี้คือ เราก็เดินหน้าตามแผนแล้ว ที่เราไปมุ่งเน้นตลาดภาคครัวเรือนเพราะมันเป็นตลาดที่ใหญ่มาก เป็นสัดส่วนถึง 60% ของการบริโภคแก๊สทั้งหมด หลังจากที่เราให้ความสำคัญและประสบความสำเร็จในธุรกิจแก๊สรถยนต์ 8 ปีมาแล้ว
ถ้าถามว่าธุรกิจน้ำมันต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร และทิศทางราคาจะเป็นอย่างไร ผมว่าเรื่องราคาน้ำมันตอนนี้ เรายังไม่ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล ไม่มีประเด็นอะไรที่น่ากังวล ตลาดยังไปได้เรื่อย ๆ ตราบใดที่คนยังใช้รถยนต์ เพียงแต่เราต้องมีอะไรมารองรับกับตลาดใหม่ให้ทันอย่าง EV ก็พอ
ตามปกติสิ่งที่แตกต่างของคู่แข่ง ผมว่าถ้าเราจะทำธุรกิจอะไรก็ตาม เราต้องมีความแตกต่าง สำหรับการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะธุรกิจอะไรมันไม่ง่าย เราอาจจะทำเหมือนกันได้ แต่มันต้องมีความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพ โปรดักต์ หรือเซอร์วิส มันต้องต่างแล้วก็ควรจะต่างแบบอย่างสิ้นเชิงด้วย