ส.อ.ท. ถกพรรคเศรษฐกิจ ปักธงยกเลิก MOU 43-44 ปราบสแกมเมอร์
ส.อ.ท. ถกพรรคเศรษฐกิจ ชี้รัฐบาลต้องดัน 6 กลุ่มอุตสาหกรรมไปต่อให้ได้ จี้แก้กฎหมายล้าหลัง ทลายทุนเทา ด้านพรรคชูยกเลิก MOU 43-44 เร่งปราบสแกมเมอร์ โครงการ “OCEAN LINK” เชื่อมผ่านมหาสมุทรอินเดีย-ชายฝั่งทะเลอันดามัน-ชุมพร-อ่าวไทย-มหาสมุทรแปซิฟิก กระตุ้นการค้า
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการหารือกับ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ และคณะทำงาน เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อเสนอเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน และวางรากฐานการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต
ซึ่งปัจจุบันภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันนั้น อยู่ในภาวะที่ต้องเร่งฟื้นฟู จำเป็นต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน และมาตรการที่เข้มข้น เป็นรูปธรรม และต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาเดินหน้าได้ โดยเฉพาะการผลักดันนโยบายภาครัฐที่มุ่งเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย แก้ไขปัญหาหนี้ เสริมสภาพคล่องและฟื้นภาคการท่องเที่ยวให้กลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอีกครั้งหนึ่ง
ในขณะที่ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะมีอัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ 1.6% ชะลอตัวลงจาก 2.1% ในปี 2568 ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ภายใต้ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจรอบด้าน และแนวโน้มการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้น แม้การส่งออกบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ จะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวก็ตาม รวมทั้ง GDP ไทยกำลังถูกเพื่อนบ้านแซง อีก 6 ปี จะร่วงจากอันดับที่ 2 เป็นอันดับที่ 5 ของอาเซียน
สำหรับความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญ ทั้งจากปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ อาทิ มาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา ปัญหาสินค้าทุ่มตลาดและการสวมสิทธิส่งออก สงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ข้อพิพาทพื้นที่ชายแดน รวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ภาคธุรกิจ ค่าเงินบาทแข็งค่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ธุรกิจสีเทาและอาชญากรรมทางไซเบอร์ ตลอดจนปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การติดกับดักรายได้ปานกลาง ระบบการศึกษา เสถียรภาพทางการเมือง ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย งบประมาณที่ไม่สมดุล กฎหมายที่ล้าสมัยและคอร์รัปชั่น ที่ขณะนี้ กกร. ได้ออกแคมเปญรณรงค์การต่อต้านคอร์รัปชั่น ภายใต้ชื่อ “Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน” โดยมีกรอบการดำเนินงาน 6 ด้าน คือ การปลูกฝังจิตสำนึก นโยบายต่อต้านการทุจริต ระบบบริหารความเสี่ยง การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เทคโนโลยีและแนวทางการร้องเรียน
อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. ขับเคลื่อน 46 กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และปัจจุบัน ประเทศไทยได้ปรับโมเดลไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสร้างเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด 2 กลุ่ม คือ กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และกลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
จากสถานการณ์ดังกล่าว ส.อ.ท. จึงได้เสนอแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยใน 8 ด้านสำคัญ ได้แก่ การปฏิรูปกฎหมายและกฎระเบียบ การพัฒนากำลังคนและเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การบริหารจัดการพลังงาน การส่งเสริมการส่งออกและอุตสาหกรรมเป้าหมาย การยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน การสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์และพื้นที่อุตสาหกรรม เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังได้มอบหนังสือ Reinvent Thailand ให้แก่พรรคเศรษฐกิจ ซึ่งรวบรวมข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อให้ภาครัฐนำไปใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้จริง โดยมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปรับตัว ขณะที่ภาคการเงินช่วยจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตประเทศไทยที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และ ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการพัฒนา 6 Sectors ตั้งต้น ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ได้แก่
- Smart Electronics ฐานการผลิตอิเล็กทรอนิกส์ระดับกลาง-ปลายทางของบริษัทรายใหญ่ของโลก ซึ่งมีศักยภาพในการต่อยอดสู่ฐานการออกแบบและนวัตกรรม
- Automotive ฐานการผลิตยานยนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและเข้มแข็ง พร้อมต่อยอดสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์อัจฉริยะ
- Retail & Trading ตลาดค้าปลีกและค้าส่งขนาดใหญ่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคหลากหลายระดับรายได้ และกระจายตัวครอบคลุมทุกพื้นที่
- Medical & Wellness อุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานการบริการเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบภายในประเทศในการผลิตยาและเวชภัณฑ์
- Agri & Food Processing อุตสาหกรรมที่มีความพร้อมด้านวัตถุดิบการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมยกระดับสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง
- Tourism ภาคการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยว เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง
“ทั้ง 6 Sectors จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การสร้างการจ้างงาน และการเติบโตของ SMEs รวมถึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรม New S-Curve ที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต”
พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ กล่าวถึงแนวคิดและนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของพรรค เพื่อนำพาประเทศไปสู่ความมั่งคั่งและพลิกฟื้นประเทศได้ทันที โดยมี 5 นโยบายหลักสำคัญ ที่จะตอบโจทย์แนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยของ ส.อ.ท. ประกอบด้วย
1.โครงการขนส่งยุทธศาสตร์ : รถไฟความเร็วสูง พัฒนารถไฟความเร็วสูงเชื่อมประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค เพื่อเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ และเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ย้ายฐานการผลิต
2.โครงการ “OCEAN LINK” เชื่อมผ่านระหว่างมหาสมุทรอินเดีย-ชายฝั่งทะเลอันดามัน-ชุมพร-อ่าวไทย-มหาสมุทรแปซิฟิก กระตุ้นการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจชายฝั่ง ทั้ง 2 โครงการข้างต้นนี้เป็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ ตรงกับยุทธศาสตร์ One Belt One Road ของประเทศจีน ซึ่งพรรคได้มีการเจรจากับรัฐบาลจีนถึงความเป็นไปได้ของโครงการนี้แล้ว ยังสามารถสร้างงาน สร้างอาชีพได้อย่างมหาศาล ทั้งภาคบริการ ภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร และภาคการท่องเที่ยว ที่จะเติบโตไปพร้อมกัน ตลอดจนสามารถสร้าง GDP ได้มากถึง 3 เท่า ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
3.ปราบทุจริตอย่างเด็ดขาด-Zero Corruption พรรคมีนโยบาย “ถอนรากถอนโคน” บุคคล 3 ประเภท ที่มักร่วมกันฉ้อโกง ได้แก่ นักธุรกิจ ข้าราชการและนักการเมือง โดยจะกำหนดโทษสูงสุดทั้งฝั่งผู้ให้และผู้รับถึงขั้นประหารชีวิต สำหรับเจ้าหน้าที่รัฐหรือข้าราชการที่ทำผิดมาตรา 157 (ฉ้อราษฎร์บังหลวง) โดยไม่มีการลดหย่อนโทษ เพื่อป้องกันการทุจริตอย่างจริงจัง ซึ่งเชื่อว่าการคอร์รัปชั่นจะหายไป 50%
4.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องเด็ดขาดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยต้องปรับระบบงานตำรวจและการสืบสวนสอบสวนออกจากกัน เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และลดความเหลื่อมล้ำ โดยตั้งหน่วยสอบสวนกลางแยกจากตำรวจเดิม
5.ลดค่าไฟฟ้าทั่วประเทศ เสนอให้ลดค่าไฟฟ้าจากประมาณ 3.94 บาท/หน่วย เหลือ 2.80 บาท/หน่วย เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยจะมีรัฐเข้ามาบริหารจัดการพลังงานและคอร์รัปชั่นในระบบไฟฟ้า
รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเศรษฐกิจ จะให้บริษัทที่ผูกขาดด้านราคาพลังงานดำเนินนโยบายที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งจะเข้าไปปรับปรุงราคาก๊าซในภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีให้เป็นไปตามต้นทุนจริง และยกเลิกการนำราคาจากภาคส่วนดังกล่าวมาถัวเฉลี่ยกับราคาก๊าซที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าภาคครัวเรือน นอกจากนี้ ยังมีนโยบายควบรวมกิจการของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เข้าด้วยกัน เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ ซึ่งมาตรการทั้งหมดนี้จะช่วยให้สามารถปรับลดค่าไฟฟ้าลงได้อย่างเป็นรูปธรรม
นอกเหนือจากนโยบายข้างต้นนี้ พรรคจะผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ให้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหาสงครามการค้า อำนาจการต่อรอง และขยายผลทางยุทธศาสตร์ การสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี AI โดยการนำโรบอตเข้ามาช่วยในการทำงาน ซึ่งสอดรับกับแนวทางของ ส.อ.ท. อีกเช่นกัน รวมถึงการจัดตั้งโรงงานแปรรูปให้กลุ่มเกษตรกร จะเป็นการปฏิรูปภาคการเกษตรครั้งใหญ่ของประเทศไทย
“หากพรรคได้เป็นรัฐบาล ภายในระยะเวลา 100 วัน จะเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมาย ตั้งคณะทำงานปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ยกเลิก MOU 43-44 ปราบสแกมเมอร์ ตั้งคณะทำงานกำหนดนโยบายเขตอุตสาหกรรมการเกษตร ตั้งคณะทำงานตรวจสอบที่ราชพัสดุที่ถูกนำไปใช้อย่างผิดกฎหมาย และตั้งคณะทำงานการพัฒนาชายฝั่งทะเลอันดามัน-อ่าวไทย
สุดท้ายนี้ ตนและผู้บริหารพรรคขอขอบคุณสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ให้เกียรติได้เข้ามาประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่าง ๆ รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันของภาคอุตสาหกรรมเพื่อให้พรรคใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจอุตสาหกรรมต่อไป”
ทั้งนี้ พรรคมุ่งเน้นการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจในทุกระดับ มีนโยบายโดยรวมที่ต้องการสร้างรายได้ให้ประชาชนสูงขึ้น รวมถึงการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ ๆ ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรมและบริการ เพื่อเร่งการเติบโตของประเทศในระยะยาว