ไทยออยล์ ซื้อคืนหุ้นกู้ 550 ล้านเหรียญ ตามกลยุทธ์การลดหนี้
thaioil (3)
ไทยออยล์ ดำเนินการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ (Bond Buyback) แล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ตามแผนกลยุทธ์ทางการเงิน ลดภาระหนี้สินและเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฐานะการเงินในระยะยาว หลังได้รับเงินจากการบริหารจัดการทรัพย์สินให้เกิดมูลค่าสูงสุด (Asset Monetization) และมีการบันทึกกำไรพิเศษในไตรมาสที่ 1 ปี 2569
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ “TOP” ได้ดำเนินการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ (Bond Buyback) เสร็จสิ้น โดยเป็นการทําคําเสนอซื้อคืนเป็นการทั่วไป (Tender Offer) ผ่าน บริษัท ไทยออยล์ ศูนย์บริหารเงิน จำกัด (“TTC”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย
ทั้งนี้ หุ้นกู้ดังกล่าวเป็นหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ประเภทไม่มีหลักประกันและไม่ด้อยสิทธิ ที่ออกและเสนอขายโดย TTC รวมมูลค่าทั้งสิ้น 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทยังสามารถบันทึกกำไรพิเศษจากธุรกรรมนี้กว่า 600 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 1 ปี พ.ศ. 2569 โดยเป็นกำไรจากการซื้อคืนหุ้นกู้ก่อนกำหนดในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี ภายหลังจากการหักผลกระทบจากตราสารอนุพันธ์ อัตราแลกเปลี่ยน และภาษีแล้ว
นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การซื้อคืนหุ้นกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานตามกลยุทธ์การลดหนี้และเสริมฐานะการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทสามารถดำเนินโครงการ Asset Monetization ซึ่งได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ได้ตามเป้าหมาย บริษัทจึงนำเงินจำนวนดังกล่าวมาใช้ในการลดภาระหนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม”
“บริษัทเชื่อมั่นว่า การดำเนินงานตามกลยุทธ์การลดภาระหนี้สินจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของโครงสร้างเงินทุนในระยะยาว รวมทั้ง สนับสนุนการรักษาอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือให้อยู่ในระดับที่น่าลงทุน (Investment Grade (IG)) อีกทั้งการดำเนินการดังกล่าวยังช่วยลดภาระดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายทางการเงิน เพิ่มความยืดหยุ่นด้านสภาพคล่อง เสริมความแข็งแกร่งของงบดุล สนับสนุนความสามารถในการเติบโตและลงทุนในอนาคต” นายพงษ์พันธุ์กล่าวเสริม
ไทยออยล์ยังคงเดินหน้าบริหารจัดการทางการเงินอย่างมีวินัย ควบคู่กับการขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนกลยุทธ์ เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว