เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อนุทิน ลั่นระฆัง NYSE เชื่อมตลาดหุ้นไทย-สหรัฐฯ 
Politics อนุทิน ลั่นระฆัง NYSE เชื่อมตลาดหุ้นไทย-สหรัฐฯ 
สรุปเหรียญเอเชียนเกมส์ 2026 วันที่ 24 ก.ย.69 
Sport สรุปเหรียญเอเชียนเกมส์ 2026 วันที่ 24 ก.ย.69 
เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 วิธีลงคะแนน 7 หมายเลข เช็กบัตรดี-บัตรเสีย
HR เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม 2569 วิธีลงคะแนน 7 หมายเลข เช็กบัตรดี-บัตรเสีย
อยุธยาท่วมแล้ว 6 อำเภอ ผู้ว่าฯ เร่งรับมือน้ำเจ้าพระยาระบายเพิ่ม เสริมบังเกอร์ป้องกันโบราณสถาน
เศรษฐกิจภูมิภาค อยุธยาท่วมแล้ว 6 อำเภอ ผู้ว่าฯ เร่งรับมือน้ำเจ้าพระยาระบายเพิ่ม เสริมบังเกอร์ป้องกันโบราณสถาน
ภูเก็ตเปิดเวที Greenest Cities Phuket ดันภาคใต้สู่เมืองเขียว
เศรษฐกิจภูมิภาค ภูเก็ตเปิดเวที Greenest Cities Phuket ดันภาคใต้สู่เมืองเขียว
กสิกรไทย ปรับขึ้นค่ารักษาพนักงาน เบิกได้สูงสุดปีละ 300,000 บาท จัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ช่วยค่าครองชีพ
Finance กสิกรไทย ปรับขึ้นค่ารักษาพนักงาน เบิกได้สูงสุดปีละ 300,000 บาท จัดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ช่วยค่าครองชีพ
ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชชนก วันมหิดล 2569
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชชนก วันมหิดล 2569
SACIT ร่วมตีความ “MOLLY” มุมมองใหม่ ในนิทรรศการ “MOLLY 20th Anniversary”
Biz Movement SACIT ร่วมตีความ “MOLLY” มุมมองใหม่ ในนิทรรศการ “MOLLY 20th Anniversary”
‘เปี๊ยก โปสเตอร์’ ศิลปินแห่งชาติ ตำนานผู้สร้างใบปิดหนังไทย เสียชีวิต อายุ 93 ปี
News ‘เปี๊ยก โปสเตอร์’ ศิลปินแห่งชาติ ตำนานผู้สร้างใบปิดหนังไทย เสียชีวิต อายุ 93 ปี
เปิดผลสำรวจคุณธรรมและทุนชีวิตปี’69 คนไทยมีคุณธรรมระดับพอใช้
Biz Movement เปิดผลสำรวจคุณธรรมและทุนชีวิตปี’69 คนไทยมีคุณธรรมระดับพอใช้
ดูทั้งหมด

ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ไทยร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อหวั่นติดลบ

02 เม.ย. 2569 | 17:35น.
ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบ GDP ไทยร่วง 0.56% ม.หอการค้า ชี้สงครามยืดเยื้อหวั่นติดลบ

หอการค้าไทย เผยผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซล สร้างผลกระทบต่อภาคพลังงานในระดับรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ชี้ดีเซลขึ้น 14 บาท ทุบจีดีพีไทยร่วง 0.56% บริโภคเอกชนหายแสนล้านบาท หวั่นสงครามลากยาวสิ้นปี 2569 ไทยเสี่ยงเศรษฐกิจโตติดลบ

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าสำหรับสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง หากจบได้ภายใน 3 เดือน คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ 1% ลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 2% แต่หากสงครามจบใน 6 เดือน เศรษฐกิจไทยจะโตติดลบ 0.3% และกรณีเลวร้าย สงครามลากยาวถึงสิ้นปี เศรษฐกิจไทยอาจจะโตติดลบ 1.6%

ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะ Stagflation นั้น ยืนยันว่าไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะ Stagflation แต่เป็นภาวะที่มีแรงกดดันเสี่ยงทำให้เกิด Stagflation เนื่องจากเกิด Stagflation จะต้องเข้าเกณฑ์ครบทั้ง 4 ข้อ คือ เศรษฐกิจเติบโตต่ำกว่าศักยภาพราว 1-2%, เงินเฟ้อสูงเกินเป้าหมายต่อเนื่อง, อัตราการว่างงานสูง แต่ไทยยังถือว่าต่ำ และเหตุการณ์ข้างต้นจะต้องเกิดพร้อมกันติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ไตรมาส โดยขณะนี้เศรษฐกิจไทยเข้าเกณฑ์เพียเงื่อนไขเดียวเท่านั้น คือ จีดีพีโต 1.5% ซึ่งต่ำกว่าระดับศักยภาพ

นอกจากนี้ ม.หอการค้าไทย ได้มีข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล 4 ด้าน ด้านน้ำมัน รัฐบาลควรช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง เช่น การจ่ายเงินอุดหนุนตามเที่ยววิ่งรถจริง, ลดปริมาณลดวิ่งเปล่า ด้วย Matching Platform ผ่านกรมการขนส่งทางบก ด้านไฟฟ้า เร่งฟื้นโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าอีก 600 เมกะวัตต์, เลือก scenario 3 ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อสกัด FT ไม่ให้สร้างต้นทุนรอบสอง

ด้านเม็ดพลาสติก จัดหาแนฟทา, โพรเพนจากสหรัฐ แอฟริกาตะวันตก หรืออินโดนีเซีย, จัดหา Priority Use List เช่น ยา น้ำเกลือ ถุงมือแพทย์ อาหารบรรจุภัณฑ์ เพื่อป้องกันการกักตุนสินค้า และปุ๋ย ล็อกสัญญาล่วงหน้าก่อนที่ตลาดโลกจะแย่งซื้อ, ตรึงราคาไม่เกิน 20% จากก่อนวิกฤต โดยรัฐเข้ามาชดเชยส่วนต่าง, ใส่ปุ๋ยในอัตรา 1/4 ของปกติ เป็นต้น

“โอกาสที่สงครามจะจบภายในไตรมาส 2 ปีนี้ น่าจะมีความเป็นไปได้สูง ดังนั้น การดูแลราคาน้ำมันในช่วงนี้จึงสำคัญมาก เพราะถ้ายิ่งปรับราคาน้ำมันแพงขึ้นเร็ว จะทำให้เศรษฐกิจช็อกง่ายและทรุดตัวเร็ว ซึ่งจะต้องวิเคราะห์สถานการณ์ว่าจะจบเร็วหรือช้า

แต่ถ้าแนวโน้มจะไปที่จบช้า สิ่งที่รัฐบาลจะต้องคิด คือการเก็บกระสุนไว้ในการเยียวยาเศรษฐกิจในระยะยาว เพราะทุก 1 บาทที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นนั้น มันจะดึงเศรษฐกิจลง…ถ้ายิ่งยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยยิ่งมีโอกาสติดลบ และถ้ายิ่งราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจไทย จะยิ่งมีอุปสรรคมากขึ้น”

ผลสำรวจผลกระทบเศรษฐกิจไทย

นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจไทย จากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันดีเซลว่า จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเดินเรือขนส่งสินค้า และพลังงานของโลก ได้สร้างผลกระทบต่อภาคพลังงานในระดับรุนแรงที่สุดในรอบทศวรรษ ใน 3 ช็อกหลัก คือ

1.ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ พุ่งขึ้น 48% จากลิตรละ 29.94 บาท มาอยู่ที่ 44.24 บาท (ยังไม่รวมการปรับขึ้นราคาล่าสุดของวันที่ 2 เม.ย. 69) ซึ่งการปรับขึ้นราคาน้ำมันทุก 1 บาท จะมีผลกดดัน GDP 0.04% 2.เม็ดพลาสติกประสบภาวะขาดตลาด โดยสต๊อกคาดว่าจะมีถึงสิ้นเดือน เม.ย.นี้เท่านั้น 3.สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียตึงตัวทั่วโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นภูมิภาคที่มีการส่งออกปุ๋ย คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของโลก

ขณะที่ธุรกิจ 10 สาขาแรก ที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล ได้แก่ อันดับ 1 โรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม อันดับ 2 การขนส่งทางทะเล อันดับ 3 การขนส่งทางชายฝั่ง และทางน้ำภายในประเทศ อันดับ 4 การขนส่งทางอากาศ อันดับ 5 การขนส่งทางรถไฟ อันดับ 6 การขนส่งทางบก อันดับ 7 การทำเหมืองแร่ดีบุก อันดับ 8 การทำประมงในทะเลและชายฝั่ง อันดับ 9 การขนส่งสินค้าทางบก และอันดับ 10 การผลิตยางสังเคราะห์และปิโตรเคมี

นอกจากนี้ การที่ราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้นรวมแล้วถึง 14.30 บาท/ลิตร (ข้อมูลยังไม่รวมการปรับขึ้นราคาเมื่อวันที่ 2 เม.ย.) มีผลทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) พุ่งขึ้น 4.56% หรือราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก 1 บาท มีผลต่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.32% และกดดันการบริโภคภาคเอกชน ให้ลดลงราว 97,500 ล้านบาท ดังนั้นในภาพรวมจากข้อมูลล่าสุด การปรับขึ้นดีเซลไปแล้วประมาณ 14.30 บาท/ลิตร มีผลทำให้ GDP ปีนี้ หายไปราว 0.56%

นายวิเชียรกล่าวว่า ม.หอการค้าไทย ได้จัดทำการประเมินผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ไว้ 3 ฉากทัศน์ ตามระยะเวลาของความขัดแย้ง ดังนี้

กรณีที่ 1 : ความขัดแย้งระยะปานกลาง ระยะเวลา 3 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 1.91% กระทบ GDP ให้ลดลง -1.07%

กรณีที่ 2 : ความขัดแย้งยืดเยื้อ ระยะเวลา 6 เดือน (โอกาสเกิด 45%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 2.82% กระทบ GDP ให้ลดลง -2.31%

กรณีที่ 3 : ความขัดแย้งไม่มีกำหนดยุติ ระยะเวลาครอบคลุมช่วงที่เหลือของปีนี้ (โอกาสเกิด 10%) คาดว่าอัตราเงินเฟ้อ (เฉพาะผลที่เกิดจากการปรับราคาน้ำมัน) จะเพิ่มขึ้น 3.67% กระทบ GDP ให้ลดลง -3.24%