เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าเงินบาทวันนี้ (20 ก.ค. 69) เปิดตลาด 33.68 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (20 ก.ค. 69) เปิดตลาด 33.68 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
พยากรณ์อากาศวันนี้ (20 ก.ค. 69) ฝนน้อยลง กทม. ฝนตก 10% ของพื้นที่
News พยากรณ์อากาศวันนี้ (20 ก.ค. 69) ฝนน้อยลง กทม. ฝนตก 10% ของพื้นที่
ราคาน้ำมันวันนี้ (20 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (20 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
เริ่มวันนี้! ผู้ผ่านบัตรสวัสดิการฯ ลงทะเบียนรับสิทธิลดค่าน้ำประปา
Economic เริ่มวันนี้! ผู้ผ่านบัตรสวัสดิการฯ ลงทะเบียนรับสิทธิลดค่าน้ำประปา
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (20 ก.ค. 69) ปรับลง 0.22% อยู่ที่ 64,654 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (20 ก.ค. 69) ปรับลง 0.22% อยู่ที่ 64,654 เหรียญสหรัฐ
SNNP ยอดขาย Q1 หด 12% ส่ง ‘เบนโตะ x สไปเดอร์แมน’ ปลุกกำลังซื้อครึ่งปีหลัง
Business SNNP ยอดขาย Q1 หด 12% ส่ง ‘เบนโตะ x สไปเดอร์แมน’ ปลุกกำลังซื้อครึ่งปีหลัง
ดวงรายสัปดาห์ 19-25 กรกฎาคม 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 19-25 กรกฎาคม 2569
‘โก๋ จักรกฤษณ์’ วาง 5 โรดแมป สร้างขอนแก่น ‘เมืองแห่งโอกาส’
Economic ‘โก๋ จักรกฤษณ์’ วาง 5 โรดแมป สร้างขอนแก่น ‘เมืองแห่งโอกาส’
เตือนโค้งสุดท้าย ลงทะเบียน ‘เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม’ ม.33-39-40 รักษาสิทธิก่อนปิดระบบ 20 ก.ค. นี้
Politics เตือนโค้งสุดท้าย ลงทะเบียน ‘เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม’ ม.33-39-40 รักษาสิทธิก่อนปิดระบบ 20 ก.ค. นี้
รมว.ต่างประเทศเมียนมา สานสัมพันธ์ สมาคมมิตรภาพไทย-เมียนมา
Biz Movement รมว.ต่างประเทศเมียนมา สานสัมพันธ์ สมาคมมิตรภาพไทย-เมียนมา
ดูทั้งหมด

สงคราม ‘ช็อก’ เศรษฐกิจไทย สินค้าเสี่ยงขาดแคลน-จี้แก้ปม ‘การคลัง’ รับมือระยะยาว

01 พ.ค. 2569 | 07:29น.
2-1

ปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้จบเร็วอย่างที่หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจมีแนวโน้มทวีความรุนแรงมากขึ้น จากราคาพลังงานที่จะสูงนาน ภาพหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร “ประชาชาติธุรกิจ” ได้พูดคุยกับ “ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ที่ได้วิเคราะห์ถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเต็มไปด้วยความเสี่ยง

สู้รบยืดเยื้อทุบเศรษฐกิจไทยหนักขึ้น

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า ก่อนหน้าจะมีสงครามเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มดีขึ้น นักท่องเที่ยวกำลังเริ่มกลับมา แต่พอมีสงครามทำให้ความหวังที่คิดว่าจะดีขึ้นโดนกระแทกอีกรอบ เหมือนโดนช็อกหนักอีกครั้ง จากเดิมที่เรามีปัญหาระยะยาวอยู่แล้ว

“เหมือนกับว่าบ้านเดิมก็กำลังจะพังอยู่แล้ว กำลังจะซ่อมบ้าน แต่ดันเจอไฟไหม้เข้ามาอีก เราก็เลยมัวแต่ต้องไปดับไฟ ทีนี้ก็ต้องดูแล้วว่า ฐานรากที่มีปัญหาอยู่จะได้ซ่อมหรือเปล่า”

โดยปัญหาหลักก็คือน้ำมันแพง แล้วยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อไปเรื่อย ๆ ก็มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่ “ภาวะการขาดแคลนสินค้าที่สำคัญ” ก็จะเพิ่มความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจมากขึ้นไปอีก จากปีที่แล้วที่ภาระของคนดูดีขึ้น เพราะเงินเฟ้อก็ติดลบ ต้นทุนถูกลง ซึ่งพอราคาน้ำมันแพงจะส่งผลกระทบ 3 ด้านใหญ่ ๆ 1.ท่องเที่ยว ที่ปีนี้อาจจะแย่กว่าปีที่แล้ว เพราะนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางมาไม่ได้ หรือนักท่องเที่ยวอื่น ๆ อยากจะมาก็เจอตั๋วเครื่องบินแพง

2.ภาคส่งออก จากการที่เส้นทางเดินเรือได้รับผลกระทบ ค่าขนส่งแพงขึ้น ก็จะทำให้สินค้าแพงขึ้น และ 3.การบริโภคในประเทศจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ทั้งทางตรงที่ต้องจ่ายเติมน้ำมันรถ และทางอ้อมซึ่งจะสะท้อนผ่านราคาสินค้าทุกชนิด ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าน้อยลง ทำให้ต้องตัดรายจ่าย และสุดท้ายอาจจะกระทบต่อการจ่ายคืนหนี้เงินกู้ด้วย

เศรษฐกิจไทยเสี่ยง “Stagflation”

โดยสิ่งที่ KKP ประเมิน คือ ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี จะอยู่แถว ๆ 92 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในกรณีฐานคาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะขยายตัวได้ที่ 1.3% ปรับลงจากเดิมที่ประเมินว่าสถานการณ์จบเร็ว แต่ตอนนี้ไม่น่าเป็นไปได้แล้ว เพราะแม้ตอนนี้สงครามจะหยุดได้แต่ราคาน้ำมันก็น่าจะแพงไปอีกระยะหนึ่ง และหากราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีขึ้นไปกว่า 130 เหรียญต่อบาร์เรลจะยิ่งหนักขึ้นไปอีก

“ตอนนี้ก็ถือว่าเสี่ยงจะเกิด Stagflation คือ GDP แย่ลง ขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้น โดยหากสถานการณ์รุนแรงกว่านี้ก็อาจจะเห็นเศรษฐกิจถดถอยได้ แล้วหากเกิดภาวะขาดแคลนทรัพยากรที่สำคัญจะเป็นจุดที่ค่อนข้างน่าห่วง เพราะช่องแคบฮอร์มุซโดนปิดมาร่วม 2 เดือนแล้ว ซึ่งกระทบน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ วัตถุดิบปิโตรเคมี ปุ๋ย และทรัพยากรอื่น ๆ ซึ่งตอนนี้ปิดมา 2 เดือนยังพออยู่ได้ ทุกคนสต๊อกของไว้ถึงสิ้นไตรมาสที่ 2 แต่ถ้ามันลากยาวกว่านั้นผมว่าจะค่อนข้างน่าเป็นห่วง โดยที่น่าห่วงมากที่สุดตัวหนึ่งคือพลาสติก เพราะในชีวิตประจำวันเราใช้พลาสติกเยอะมาก จะกระทบพวกแพ็กเกจจิ้งใส่อาหาร”

หวั่น “วัตถุดิบขาดแคลน” ปัญหาใหญ่สุด

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า วันนี้ความน่ากังวลคือทุกคนหวังว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางจะจบเร็ว แต่ก็ผ่านมา 2 เดือนแล้วยังไม่จบ แล้วยิ่งสู้รบกันไปเรื่อย ๆ ก็จะมีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มขึ้น พวกท่อส่งน้ำมัน โรงกลั่นต่าง ๆ ซึ่งทุกคนก็หวังว่าจะเจรจากันได้ แต่ถึงแม้สุดท้ายเจรจากันได้ราคาน้ำมันก็ไม่ได้ปรับลงเร็วแน่นอน

“จุดที่น่ากังวลกว่านี้คือหากมีการกลับไปยิงกันอีกรอบ แล้วโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลายไปมากกว่านี้ ซึ่งหวังว่าจะไม่เกิดขึ้น แต่ถึงจะไม่เกิดแบบนั้นแต่สถานการณ์ค้างนานภาวะขาดแคลนก็จะเกิดขึ้นได้ โดยปัญหาที่จะใหญ่ที่สุดก็คือวัตถุดิบขาดแคลน”

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยก็กำลังจะมีภาวะที่คล้าย ๆ จะเกิด stagflation แล้ว ซึ่งหากเกิดขึ้นก็จะเป็นปัญหาค่อนข้างใหญ่ เพราะจะแก้หรือทำอะไรได้ยาก เช่น การลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเศรษฐกิจก็จะทำไม่ได้ เพราะเงินเฟ้อสูง เป็นต้น แล้วหากลามไปจนเศรษฐกิจติดลบจะยิ่งแย่หนักเข้าไปอีก

“ในกรณีเลวร้ายกว่า คือราคาน้ำมันสูงกว่าที่ประเมินไว้ขึ้นไปอีก ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะติดลบ หรือเศรษฐกิจถดถอย แล้วก็ในกรณีที่เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจจะติดลบได้เช่นกัน”

คาด ธปท.ตรึงดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ

สำหรับผลกระทบอัตราเงินเฟ้อต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนั้น “ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า เงินเฟ้อรอบนี้มองว่าน่าจะขึ้นไปที่ระดับ 3-4% ไม่น่าจะไปไกลกว่านี้ ซึ่งจะต่างจากรอบที่แล้ว ตอนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพราะตอนนั้นมีประมาณ 2-3 ปัญหาด้วยกัน คือ 1.เงินเฟ้อขึ้นไปสูงมากถึง 8% 2.ตอนนั้นที่มีการเปิดเมืองหลังโควิด มีเรื่อง Demand Components ด้วย คือของแพงขึ้น แต่คนก็ไล่ซื้อ ก็ยิ่งทำให้ราคาขึ้นไปอีก และ 3.ทุกประเทศทั่วโลกขึ้นดอกเบี้ยกันหมด

“แต่รอบนี้ผมมองว่าเงินเฟ้อไม่น่าจะสูงขนาดนั้น เพราะรอบที่แล้วราคาน้ำมันขึ้นจาก 40 เหรียญไป 120 เหรียญ ขึ้น 3 เท่า แต่รอบนี้ขึ้นจาก 60 เหรียญกว่า ๆ ไปเป็น 100 เหรียญ ฉะนั้นรอบนี้ยังขึ้นไม่ถึง 2 เท่า คือก็เป็นช็อกที่ใหญ่ แต่อาจจะไม่ใหญ่เท่ากับรอบที่แล้ว รอบนี้เป็นซัพพลายช็อกล้วน ๆ เป็นฝั่งอุปทานอย่างเดียว ซึ่งต่างกับสหรัฐที่การขยายตัวของเศรษฐกิจยังดีอยู่ เงินเฟ้อก็ใกล้จะหลุดกรอบ แต่ของไทยเป็นซัพพลายช็อกล้วน ๆ จึงขึ้นอยู่กับว่าถ้าต่างประเทศต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยแล้วจะมากดดันให้ไทยต้องขึ้นด้วยหรือไม่ โดยเชื่อว่าถ้าเงินเฟ้อไม่ได้พุ่งมาก ธปท.น่าจะยอมตรึงดอกเบี้ยไว้ก่อน”

มาตรการรัฐช่วยบรรเทาผลกระทบ

ในแง่ผลกระทบรอบนี้ “ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า คนจะเริ่มเห็นผลกระทบจากราคาน้ำมัน จากการไปเติมน้ำมันบ้าง แต่ยังไม่ค่อยเห็นผลกระทบอื่น ๆ เท่าไหร่ อย่างผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าก็ยังไม่เห็นมาก แต่อีกสักพักอาจจะเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้น จากราคาสินค้าที่จะเริ่มแพงขึ้น เพราะน้ำมันดีเซลก็ขึ้นมาแล้ว ต่อไปค่าขนส่งก็คงจะปรับขึ้นตาม

“ที่จะเห็นผลกระทบผมว่าภาคการท่องเที่ยว หลังผ่านสงกรานต์มาจะเริ่มเห็นนักท่องเที่ยวยกเลิกทริป ยกเลิกเดินทาง เพราะค่าตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น ฉะนั้นผลกระทบมันกำลังจะมาเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ผลกระทบก็จะแรง แต่นโยบายการเงินทำอะไรมากไม่ได้ หลัก ๆ ก็ต้องอยู่ที่นโยบายการคลัง ต้องเข้าไปช่วยแบบพุ่งเป้า บรรเทาผลกระทบเฉพาะกลุ่ม และอาจต้องช่วยดูแลภาคขนส่งด้วย”

ปัญหาใหญ่ไม่รู้ว่า “ช็อก” ใหญ่แค่ไหน

เมื่อถามถึงมุมมองเรื่องการที่จะต้องกู้เงิน 4-5 แสนล้านบาทมาดูแลผลกระทบนั้น “ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า คงต้องให้สอดคล้องกับช็อกที่เกิดขึ้น ซึ่งหากคิดจาก 5 แสนล้านบาทจะตกประมาณ 3% ของ GDP แต่มองว่ารอบนี้ช็อกอาจจะไม่ได้ใหญ่ขนาดนั้น เพียงแต่ก็ต้องมีการเตรียมรับมือความไม่แน่นอนด้วย เช่น หากผลกระทบรุนแรงจนเกิดภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ เป็นต้น

“นโยบายการคลังอาจจะทำอะไรมากไม่ได้ คือ ถ้าจีดีพีจะโดนกระทบจากภาวะขาดแคลน หรือราคาน้ำมันแพง ตัวนโยบายการคลังก็คงไม่สามารถไปรองรับช็อกได้ทั้งหมด อย่างเก่งก็บรรเทาผลกระทบ เช่น ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบก็เข้าไปช่วยบรรเทา แต่ไม่สามารถไปช่วยแล้วกระตุ้นทำให้ครัวเรือนใช้จ่ายมากขึ้นได้ เพราะปัญหารอบนี้ไม่ได้เกิดจากอุปสงค์”

นอกจากนี้นโยบายการคลังก็คงต้องดูเรื่องการลงทุนระยะยาว เพื่อลดการใช้พลังงานฟอสซิล ลดการพึ่งพาตะวันออกกลางให้น้อยลง

ส่วนเรื่องการใช้เงินว่าจะมาจากแหล่งไหน สามารถดีเบตกันได้ ปัญหาคือตอนนี้ไม่รู้ว่าช็อกมันจะใหญ่ไปถึงขนาดไหน โดยสถานการณ์ตะวันออกกลางต้องถือว่ายืดเยื้อแล้ว เพียงแต่อาจจะยังไม่ได้เป็นสถานการณ์ที่รุนแรงมากนัก แต่หากลากยาวก็มีโอกาสส่งผลกระทบมากขึ้น ซึ่งประเมินยากว่าควรจะใช้เงินเท่าไหร่ และที่ยากกว่านั้นก็คือจะนำเงินไปใช้อะไรดี

จี้แก้ฐานะการคลังรับมือระยะยาว

“ดร.พิพัฒน์” กล่าวว่า ในเรื่องฐานะการคลังในระยะยาวอาจจะหลีกเลี่ยงการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ยาก เพราะปัญหาของไทยคือรายได้ต่อ GDP ลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่รายจ่ายใหญ่มากขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมาตั้งแต่ต้น ส่วนหนึ่งก็มาจากสังคมสูงวัยที่ทำให้รายจ่ายด้านสุขภาพเพิ่มขึ้น แต่อีกด้านก็คือประเทศไทยมีคนอยู่นอกระบบภาษี หรือไม่จ่ายภาษีจำนวนมาก

“มันชัดเจนมาก จนทำให้รายได้ต่อจีดีพีของเราลดลง เรามีความสามารถในการเก็บภาษีแย่ลงเรื่อย ๆ ถามว่าต้องแก้อย่างไร ก็ต้องทำ 3 เรื่อง 1.ลดขนาดรายจ่าย ลดขนาดของรัฐลง 2.ปฏิรูปฝั่งรายได้ เป้าหมายคือทำให้รายได้ต่อจีดีพีสูงขึ้น และ 3.ทำให้จีดีพีโตขึ้น ต้องดูว่าจะมีอะไรเป็นเครื่องยนต์ในการเติบโตอย่างเต็มศักยภาพขึ้น

สำหรับการปฏิรูปภาษี มี 2 เรื่องใหญ่ คือ ขยายฐานภาษี กับเพิ่ม
อัตราภาษี ซึ่งมองว่าควรจะพิจารณาขยายฐานภาษีก่อน ภายใต้กฎหมายเดิม ไล่เก็บให้เข้มข้นขึ้น อย่างเรื่องที่ว่าคนมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปีต้องเสีย VAT ตรงนี้จ่ายกันครบหรือยัง ก็ต้องไปดู บังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียมและทั่วถึงขึ้น ก่อนจะไปถึงขึ้นอัตราภาษี อย่างไรก็ดี VAT ที่เก็บอยู่ 7% ก็ถือว่าต่ำที่สุดในโลก เพราะลดชั่วคราวมาถึง 28 ปีแล้ว

“ประเด็นที่สำคัญคือ ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก่อนที่เราจะเจอช็อกเรื่องสงคราม หนี้ต่อจีดีพีก็ถูกคาดการณ์กันว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อยู่แล้ว พอมาเจอช็อกก็ต้องกู้เพิ่ม หนี้ต่อจีดีพีก็ต้องเพิ่มอยู่แล้ว ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องหาวิธีลดหนี้ ซึ่งก็คือ 3 วิธีที่ว่านี้” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP กล่าว