เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน สานต่อมิตรภาพ
Politics นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน สานต่อมิตรภาพ
‘อนุทิน’ เยือนจีนวันสุดท้าย หารือ ‘ปธ.สภาฯ-นายกฯ จีน’ สักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ
Politics ‘อนุทิน’ เยือนจีนวันสุดท้าย หารือ ‘ปธ.สภาฯ-นายกฯ จีน’ สักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ
ไทยประกันชีวิต Read For Life ปีที่ 5 ปลุกวัฒนธรรมการอ่าน-สร้างโอกาสทางความรู้
SD ไทยประกันชีวิต Read For Life ปีที่ 5 ปลุกวัฒนธรรมการอ่าน-สร้างโอกาสทางความรู้
เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 14 เดือนครั้งใหม่ที่ 33.69 บาท/ดอลลาร์ กังวลสงคราม
Finance เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 14 เดือนครั้งใหม่ที่ 33.69 บาท/ดอลลาร์ กังวลสงคราม
‘สีหศักดิ์’ ชี้ผล นายกฯ บินจีนยกระดับความร่วมมือทุกมิติ หวัง ‘สี จิ้นผิง’ เยือนไทยปีหน้า
Politics ‘สีหศักดิ์’ ชี้ผล นายกฯ บินจีนยกระดับความร่วมมือทุกมิติ หวัง ‘สี จิ้นผิง’ เยือนไทยปีหน้า
ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 64,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 64,850 บาท
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ทองคำวันนี้ (20 ก.ค.) แนวโน้ม ‘Sideways’ สงครามเดือดดันเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมัน-ดอกเบี้ย
Finance ทองคำวันนี้ (20 ก.ค.) แนวโน้ม ‘Sideways’ สงครามเดือดดันเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมัน-ดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางสูงขึ้น
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางสูงขึ้น
ธุรกิจการบินไม่หวั่นน้ำมันพุ่ง หน้าใหม่จ่อคิวรอใบอนุญาตอีกกว่า 10 ราย
Business ธุรกิจการบินไม่หวั่นน้ำมันพุ่ง หน้าใหม่จ่อคิวรอใบอนุญาตอีกกว่า 10 ราย
ดูทั้งหมด

ปั้น ‘อ้อย’ Bio Hub อาเซียน อุตฯเร่งลดเผา-ชูภาพน้ำตาลสีเขียว

21 พ.ค. 2569 | 12:14น.
อ้อย

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากอุตสาหกรรมเกษตรดั้งเดิมที่เคยถูกตั้งคำถามเรื่องปัญหาฝุ่น PM 2.5 และการเผาไร่อ้อย สู่การเป็น “อุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียว” ที่กำลังถูกวางให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ภายใต้แนวคิด Bio Economy และโมเดล BCG Economy ของรัฐบาล การลดอัตราการเผาอ้อยทั่วประเทศลงเหลือเพียง 3.8% ในฤดูการผลิตปี 2568/2569 จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขทางสถิติ แต่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ตั้งแต่เกษตรกร โรงงานน้ำตาล ภาครัฐ ไปจนถึงอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่กำลังเชื่อมโยง “อ้อย” เข้ากับพลังงานสะอาด เชื้อเพลิงชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ และเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

เป้าปีหน้าลดอ้อยเผาต่ำ 3%

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมกล่าวระหว่างมอบนโยบายแก่สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสู่ Green Bio Industry หรืออุตสาหกรรมชีวภาพสีเขียวอย่างเต็มรูปแบบ โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจชีวภาพเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มมูลค่าอ้อยและผลพลอยได้ทางการเกษตร พร้อมตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Bio Hub of ASEAN ภายในปี 2570

สะท้อนว่าอ้อยของไทยกำลังถูกยกระดับจากวัตถุดิบผลิตน้ำตาล ไปสู่ฐานการผลิตวัตถุดิบแห่งอนาคต ทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ พลังงานสะอาด และผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่จะช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทรายระบุว่า ปัจจุบันไทยมีพื้นที่ปลูกอ้อยประมาณ 9.87 ล้านไร่ ครอบคลุม 47 จังหวัด มีโรงงานน้ำตาล 58 แห่ง ใน 29 จังหวัด โดยฤดูการผลิตปี 2568/2569 มีปริมาณอ้อยเข้าหีบ 105.86 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลได้ 12.20 ล้านตัน และมีผลผลิตเฉลี่ย 10.72 ตันต่อไร่

จุดที่น่าสนใจคือ สัดส่วนอ้อยสดเพิ่มขึ้นเป็น 96.20% ขณะที่อ้อยเผาลดลงเหลือเพียง 3.8% เมื่อเทียบกับฤดูการผลิตปี 2567/2568 ที่มีอ้อยสดเพียง 85.14% และอ้อยเผาสูงถึง 14.86% สะท้อนให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ “อ้อยสด” อย่างจริงจัง หลังภาครัฐเดินหน้ามาตรการลดการเผาอ้อยเพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของ 3 ส่วน ระหว่างเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 1.5 ล้านคน โรงงานน้ำตาล 58 แห่ง และหน่วยงานภาครัฐหลายกระทรวงที่ร่วมกันผลักดันการตัดอ้อยสดแทนการเผา

ที่ผ่านมาการเผาอ้อยถูกมองว่าเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหีบอ้อย แต่การเปลี่ยนผ่านจากระบบเผาอ้อยไปสู่การตัดอ้อยสดไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนเครื่องจักร ค่าแรง และการจัดการเศษวัสดุในไร่ที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นการที่ไทยสามารถลดอัตราการเผาอ้อยลงเหลือเพียง 3.8% ได้ จึงถือเป็นความสำเร็จเชิงโครงสร้างของทั้งอุตสาหกรรม และทำให้ไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราเผาอ้อยต่ำที่สุดในโลก บางพื้นที่ของไทยสามารถลดการเผาอ้อยได้ต่ำกว่า 1% แล้ว เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ที่มีอัตราเผาเพียง 0.25% เท่านั้น ซึ่งภาครัฐมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญว่า Zero Burn หรือการเผาอ้อยเป็นศูนย์สามารถเกิดขึ้นได้จริงในอนาคต

รัฐบาลจึงตั้งเป้าลดการเผาอ้อยให้ต่ำกว่า 3% ในฤดูการผลิตถัดไป และผลักดันสู่ระดับ 0% ในระยะยาว เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero Emission ของประเทศภายในปี 2050 (2593)

อ้อย
นายวราวุธ ศิลปอาชา

รัฐผลักดันอ้อยสู่พลังงานสะอาด

เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่การลดการเผาเท่านั้น แต่กำลังขยายไปสู่การเพิ่มมูลค่าทุกส่วนของอ้อย ภายใต้แนวคิด Circular Economy และ Bio Economy โดยปัจจุบันผลพลอยได้จากอ้อย เช่น กากอ้อย ใบอ้อย ชานอ้อย และกากน้ำตาล กำลังกลายเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานและชีวภาพ

ข้อมูลจาก สอน.ระบุว่า ในฤดูการผลิตปี 2567/2568 อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 203,205 ล้านบาท แบ่งเป็นอุตสาหกรรมน้ำตาลในประเทศ 50,257 ล้านบาท น้ำตาลส่งออก 117,582 ล้านบาท กากน้ำตาล 17,662 ล้านบาท และอุตสาหกรรมชีวภาพอีกกว่า 17,703 ล้านบาท

หนึ่งในแผนสำคัญที่รัฐบาลเตรียมผลักดันในปี 2569 คือ การต่อยอดอ้อยเข้าสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน หรือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) ผ่านการผลิตเอทานอลจากอ้อย เพื่อรองรับความต้องการเชื้อเพลิงสะอาดของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาพลาสติกชีวภาพชนิดย่อยสลายได้ (PLA) จากชานอ้อย การพัฒนาเชื้อเพลิงชีวมวลรูปแบบใหม่ รวมถึงระบบติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ CO2 Track เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมอ้อยไทยสู่ Zero Carbon Emission

อีกหนึ่งแนวทางสำคัญคือการนำ “ใบและยอดอ้อย” มาใช้ประโยชน์ทางพลังงาน แทนการเผาทิ้งในไร่ โดยปัจจุบันภาครัฐและเอกชนกำลังร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellet) และชีวมวลผงจากใบอ้อย เพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวลและโรงงานอุตสาหกรรม

กลไกอีกส่วนที่จะมาจากรัฐบาล คือการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่าน SME Bank เพื่อช่วยผู้ประกอบการลงทุนเครื่องจักรและระบบแปรรูปวัสดุทางการเกษตร โดยเสนอสินเชื่อดอกเบี้ย 3% ในช่วง 3 ปีแรก และสามารถผ่อนชำระได้นานถึง 10 ปี แม้แนวทางดังกล่าวจะมีศักยภาพสูง แต่ภาครัฐยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดหลายด้าน โดยเฉพาะต้นทุนการรวบรวมใบอ้อยและเครื่องจักรจัดเก็บที่ยังมีราคาสูง จึงจำเป็นต้องเร่งสนับสนุนทั้งเทคโนโลยีและกลไกตลาดควบคู่กัน

สบโอกาสเพิ่มส่งออกเป็น 12%

นอกจากเรื่องสิ่งแวดล้อมและพลังงานแล้ว อุตสาหกรรมอ้อยไทยยังต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลอันดับ 2 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 9% ขณะที่บราซิลครองอันดับ 1 ด้วยสัดส่วนราว 15% และมีจุดแข็งด้านผลผลิตต่อไร่และค่าความหวานของอ้อยที่สูงกว่าไทย รัฐบาลจึงมองว่าไทยต้องแข่งขันด้วย “คุณภาพและมูลค่าเพิ่ม” แทน ปัจจุบันไทยผลิตน้ำตาลได้เฉลี่ยประมาณ 113 กิโลกรัมต่อตันอ้อย เป้าหมายต่อไปคือ เพิ่มเป็น 120-130 กิโลกรัมต่อตัน ผ่านการพัฒนาพันธุ์อ้อย การเพิ่มค่าความหวานและการยกระดับประสิทธิภาพการสกัดน้ำตาลของโรงงาน

ขณะเดียวกัน หลังอินเดียประกาศงดส่งออกน้ำตาลในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำตาลในตลาดโลกลดลงประมาณ 6% ช่องว่างดังกล่าวจะเป็นโอกาสสำคัญให้ไทยขยายตลาดส่งออกเพิ่มเป็น 12% และยังเพิ่มมูลค่าน้ำตาลไทย โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้า Green Product และมาตรฐาน ESG มากขึ้น นี่จึงเป็นโอกาสที่กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศชัดเจนแล้วว่า วันนี้ไทยไม่ได้ขายแค่น้ำตาล แต่ไทยกำลังขายสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขายความยั่งยืน และขายอนาคตของอุตสาหกรรมสีเขียว

ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกและกติกาด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น อุตสาหกรรมอ้อยไทยกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนสามารถเดินไปพร้อมกันได้ และหากไทยสามารถรักษาความร่วมมือของภาครัฐ โรงงาน และเกษตรกรไว้ได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพของอาเซียน และการเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเกษตรสีเขียวของโลกก็อาจเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้