รัฐสภาไฟเขียว 5 ความตกลงการค้า ดัน FTA ไทย-เอฟตา เปิดประตูยุโรป
รัฐสภาเห็นชอบ 5 ความตกลงทางการค้า กระทรวงพาณิชย์เดินหน้า FTA ไทย-เอฟตา ฉบับแรกของไทยกับกลุ่มประเทศยุโรป และ FTA ไทย-ภูฏาน เปิดประตูการค้าสู่เอเชียใต้ พร้อมอัปเกรด FTA อาเซียน-จีน และ ATIGA ให้ทันเศรษฐกิจดิจิทัล สีเขียว ซัพพลายเชน และ MSMEs รวมถึงเข้าร่วมความตกลง WTO ว่าด้วยการอุดหนุนประมง หนุนประมงยั่งยืน-ลด IUU Fishing
วันที่ 17 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้นำความตกลงทางการค้า 5 ฉบับ เสนอต่อที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 3 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
ความตกลงทั้ง 5 ฉบับ ประกอบด้วย ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ FTA ไทย-สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ European Free Trade Association (EFTA) และ FTA ไทย-ภูฏาน
นอกจากนี้ ยังมีความตกลงยกระดับ FTA จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ FTA อาเซียน-จีน หรือ ASEAN-China Free Trade Area (ACFTA) และพิธีสารฉบับที่ 2 เพื่อแก้ไขความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน หรือ Second Protocol to Amend the ASEAN Trade in Goods Agreement (ATIGA)
ส่วนอีก 1 ฉบับ คือ พิธีสารแก้ไขความตกลงมาร์ราเกชจัดตั้งองค์การการค้าโลก หรือ WTO เพื่อผนวกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมง โดยภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติเห็นชอบการนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุม
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับ FTA ไทย-EFTA ถือเป็นก้าวสำคัญของการจัดทำ FTA ของไทย เนื่องจากเป็น FTA ฉบับแรกที่ไทยจัดทำกับกลุ่มประเทศในยุโรป โดย EFTA เป็นกลุ่มประเทศที่มีกำลังซื้อสูง และจะยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าจำนวนมากให้กับไทยทันทีเมื่อความตกลงมีผลบังคับใช้
ความตกลงดังกล่าวจะช่วยขยายโอกาสการส่งออกสินค้าและบริการหลายรายการที่ไทยมีศักยภาพ ขณะเดียวกัน EFTA ยังมีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
การค้าการลงทุนกับ EFTA จึงจะช่วยสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยี และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการไทยยกระดับคุณภาพ มาตรฐานสินค้า และกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเปิดประตูการค้ากับสหภาพยุโรป หรือ EU ที่ไทยอยู่ระหว่างการเจรจา FTA รวมถึงช่วยเตรียมความพร้อมของไทยสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ในอนาคต
ส่วน FTA ไทย-ภูฏาน ทั้งสองฝ่ายจะยกเว้นอากรนำเข้าทันทีเมื่อความตกลงมีผลใช้บังคับ โดยสินค้าส่งออกสำคัญของไทยที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน น้ำผลไม้ ผลไม้อบแห้ง เส้นหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารปรุงแต่ง สิ่งทอและเครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า วัสดุก่อสร้าง ตลอดจนเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ FTA ไทย-ภูฏาน ยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงวัตถุดิบจากภูฏานมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนของไทยสู่ภูมิภาคเอเชียใต้
นางศุภจีกล่าวเพิ่มเติมว่า การยกระดับความตกลง ACFTA เป็นการยกระดับกฎระเบียบและความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้ทันสมัยและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ครอบคลุมการปรับปรุงกฎเกณฑ์ด้านพิธีการศุลกากร มาตรฐานสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ
ขณะเดียวกัน ยังมีการเพิ่มบทใหม่อีก 5 บท ได้แก่ เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การแข่งขันและการคุ้มครองผู้บริโภค ความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน และการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย หรือ MSMEs
การยกระดับ ACFTA จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทางการค้า ลดต้นทุนทางธุรกิจ และสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเพิ่มมูลค่าสินค้า รวมถึงขยายโอกาสทางการค้าไปยังตลาดโลกได้มากขึ้น
สำหรับการปรับปรุงความตกลง ATIGA จะมุ่งยกระดับการอำนวยความสะดวกทางการค้า ลดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในกระบวนการทางการค้า เพิ่มความโปร่งใสในการกำกับดูแล และจัดทำกลไกแก้ไขปัญหาอุปสรรคทางการค้าที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ATIGA ฉบับปรับปรุงยังเพิ่มความร่วมมือในประเด็นการค้ายุคใหม่ อาทิ สิ่งแวดล้อม การพัฒนา MSMEs การรักษาความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทาน และการเข้าถึงสินค้าจำเป็นในช่วงวิกฤต
ส่วนการเข้าเป็นสมาชิกความตกลงว่าด้วยการอุดหนุนประมงภายใต้ WTO มีสาระสำคัญคือ การห้ามอุดหนุนแก่ผู้ประกอบการที่ทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน หรือไร้การควบคุม หรือ IUU Fishing
นางศุภจีกล่าวว่า ความตกลงดังกล่าวจะช่วยให้ไทยสามารถรักษาความยั่งยืนของทรัพยากรสัตว์น้ำทางทะเลและสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้แก่ชาวประมงและผู้ประกอบการไทย
ความเห็นชอบของรัฐสภาต่อความตกลงทั้ง 5 ฉบับ จึงเป็นจังหวะสำคัญของไทยในการขยายเครือข่ายการค้าเสรี เปิดตลาดใหม่ในยุโรปและเอเชียใต้ ยกระดับกติกาการค้าในภูมิภาคให้ทันสมัย และวางรากฐานการค้าไทยให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับดิจิทัล ความยั่งยืน และมาตรฐานสากลมากขึ้น