เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เหนือกว่าพลัง AI คือ พลังที่ซ่อนไว้ ของผู้ประกอบการ
Finance เหนือกว่าพลัง AI คือ พลังที่ซ่อนไว้ ของผู้ประกอบการ
ราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) คงที่ รูปพรรณขายออก 67,200 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) คงที่ รูปพรรณขายออก 67,200 บาท
มาแล้ว Audi RS 5 Sportback ขุมพลัง ปลั๊ก-อิน ไฮบริด  639 แรงม้า ราคาเริ่มต้น 6.799 ล้านบาท
Automotive มาแล้ว Audi RS 5 Sportback ขุมพลัง ปลั๊ก-อิน ไฮบริด  639 แรงม้า ราคาเริ่มต้น 6.799 ล้านบาท
มหาดไทยปรับเพิ่มโซลาร์ภาคประชาชน ติดได้ทั้งหลังคา-พื้นดิน-ลอยน้ำ คาดลงทะเบียน 1 พ.ย. นี้
Economic มหาดไทยปรับเพิ่มโซลาร์ภาคประชาชน ติดได้ทั้งหลังคา-พื้นดิน-ลอยน้ำ คาดลงทะเบียน 1 พ.ย. นี้
อิตาเลียนไทย ผลัดใบ ตั้ง ‘ธรณิศ กรรณสูต’ นั่งประธานบริหาร แทน ‘เปรมชัย’ เกษียณอายุ
Real Estate อิตาเลียนไทย ผลัดใบ ตั้ง ‘ธรณิศ กรรณสูต’ นั่งประธานบริหาร แทน ‘เปรมชัย’ เกษียณอายุ
5 ทศวรรษ “ไทยซัมมิท” ปรับตัวเปลี่ยนผ่านรับมือ EV-AI 
50th Impact 5 ทศวรรษ “ไทยซัมมิท” ปรับตัวเปลี่ยนผ่านรับมือ EV-AI 
‘Gemini 4 Argon’ ปฏิวัติงานเอกสาร-ภาษี-สัญญา ชนะขาด GPT-6 แต่ติดเงื่อนไขใหญ่เดียว!
Tech ‘Gemini 4 Argon’ ปฏิวัติงานเอกสาร-ภาษี-สัญญา ชนะขาด GPT-6 แต่ติดเงื่อนไขใหญ่เดียว!
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (2 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
SET แกว่งสร้างฐาน จับตาจ้างงานสหรัฐ-น้ำท่วม ชูหุ้นพลังงาน-AI-สื่อสาร
Finance SET แกว่งสร้างฐาน จับตาจ้างงานสหรัฐ-น้ำท่วม ชูหุ้นพลังงาน-AI-สื่อสาร
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม สหรัฐเตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 เข้าสู่พื้นที่ความขัดแย้ง
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม สหรัฐเตรียมส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 3 เข้าสู่พื้นที่ความขัดแย้ง
ดูทั้งหมด

SACIT ปั้นคราฟต์ไทยสู่ตลาดโลก ดันเศรษฐกิจฐานรากแตะ 295 ล้าน

23 มิ.ย. 2569 | 17:17น.

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อชะลอ ความไม่แน่นอนระหว่างประเทศ และต้นทุนการผลิตที่ผันผวน “งานศิลปหัตถกรรมไทย” กำลังถูกยกระดับจากสินค้าทางวัฒนธรรมไปสู่เครื่องยนต์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้ขายเพียงตัวสินค้า แต่ขายเรื่องราว ภูมิปัญญา ดีไซน์ และประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคทั้งไทยและต่างประเทศ

SACIT จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงอนุรักษ์งานคราฟต์ แต่กำลังปรับบทบาทเป็น “นักปั้น” ที่เชื่อมช่างฝีมือ ชุมชน นักออกแบบ ตลาดในประเทศ การท่องเที่ยว และตลาดส่งออกเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อทำให้งานหัตถศิลป์ไทยมีฟังก์ชันร่วมสมัย ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ และสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจฐานรากได้จริง

จากงานอนุรักษ์สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

SACIT วางบทบาทการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยไว้ 3 มิติหลัก ได้แก่ การสืบสานคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมจากครูศิลป์สู่คนรุ่นใหม่ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทยด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมร่วมสมัย และการส่งเสริมโอกาสทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT กล่าวว่า SACIT มุ่งทำให้งานศิลปหัตถกรรมไทยวิวัฒน์เข้ากับวิถีชีวิตปัจจุบัน และเข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกเจเนอเรชัน โดยความสำเร็จสะท้อนผ่านงาน Crafts Bangkok ที่เห็นคนรุ่นใหม่และคนทุกช่วงวัยเข้ามาเรียนรู้ ชื่นชม และเลือกใช้งานคราฟต์ไทยร่วมสมัยในชีวิตประจำวันมากขึ้น

“งานศิลปหัตถกรรมจะอยู่ได้ก็ต่อเมื่อมีผู้บริโภค การขยายฐานผู้บริโภคไปสู่คนรุ่นใหม่จึงเป็นเรื่องที่สถาบันคิดอยู่ตลอดเวลา ว่าจะเพิ่มงานดีไซน์และงานสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้อย่างไร” ผศ.ดร.อนุชากล่าว

แนวทางดังกล่าวทำให้งานคราฟต์ไทยไม่หยุดอยู่ที่รูปแบบดั้งเดิม แต่ถูกพัฒนาให้มีดีไซน์และฟังก์ชันที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ ผ่านการทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ และการคอลแลบอเรชันของช่างฝีมือมากกว่าหนึ่งสาขา เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

Crafts Bangkok ดันยอดขายเกือบ 200 ล้าน

แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ในภาวะชะลอตัว แต่ผลตอบรับจากงานแฟร์ในประเทศสะท้อนว่า งานหัตถศิลป์ไทยยังมีแรงดึงดูดสูง โดยเฉพาะงาน Crafts Bangkok 2026 และงาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการเชื่อมผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง

SACIT ระบุว่า จากการขับเคลื่อนภารกิจด้านการพัฒนาตลาดและการส่งเสริมโอกาสทางการค้าอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างมูลค่าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ได้รวมกว่า 295,918,227.59 บาท อัปเดต ณ วันที่ 15 มิถุนายน 2569

เฉพาะงาน Crafts Bangkok 2026 สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 193.48 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 76.85% จากปีก่อน และมีผู้เข้าชมงานกว่า 92,215 คน ขณะที่งาน “อัตลักษณ์แห่งสยาม ครั้งที่ 17” ภายใต้แนวคิด “สานภูมิปัญญาสู่ความยั่งยืน” สร้างมูลค่าการจำหน่ายได้กว่า 16.49 ล้านบาท มีผู้เข้าชมงานกว่า 12,350 คน

ผศ.ดร.อนุชากล่าวว่า จากงาน Crafts Bangkok ที่เพิ่งผ่านมา พบว่ายอดจำหน่ายและจำนวนผู้เข้าชมเกินกว่าที่ประเมินไว้ สะท้อนว่าผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับงานศิลปหัตถกรรม แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัว

“จากงาน Crafts Bangkok ปีนี้ มูลค่ารวมอยู่ที่เกือบ 200 ล้านบาท ยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นกว่า 80% ขณะที่ยอดผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นถึง 60% ถือเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะเกินกว่าที่เราคิดไว้” ผศ.ดร.อนุชากล่าว

กลุ่มสินค้าที่ได้รับความสนใจไม่ได้จำกัดเฉพาะสินค้ามูลค่าสูง แต่เริ่มกระจายไปยังเสื้อผ้าสำเร็จรูป งานหัตถกรรมร่วมสมัย และงานเซรามิก ซึ่งเป็นหมวดที่ได้รับความสนใจมากในงานที่ผ่านมา

ส่งออกหัตถกรรม 4 เดือนทะลุ 3 แสนล้าน

ในภาพใหญ่ ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยยังมีศักยภาพในตลาดโลก โดยข้อมูลระบุว่า มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยของประเทศในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 303,496.75 ล้านบาท

ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ อินเดีย สหรัฐอเมริกา และจีน ขณะที่ตลาดที่มีการเติบโตโดดเด่น ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน และเนเธอร์แลนด์ ส่วนกลุ่มสินค้าที่ขยายตัวสูงสุด คือ เครื่องประดับแท้ทำด้วยโลหะมีค่าอื่น ๆ เติบโต 894.08% รองลงมา ได้แก่ ร่ม และดอกไม้ ใบไม้ และต้นไม้ประดิษฐ์

อย่างไรก็ตาม การส่งออกงานหัตถกรรมไทยยังมีข้อจำกัดเฉพาะตัว เพราะส่วนใหญ่เป็นงานระดับครอบครัวหรือชุมชน ไม่ใช่ระบบอุตสาหกรรมที่ผลิตจำนวนมากได้เหมือนสินค้าแมสโปรดักต์ SACIT จึงมองว่าจุดแข็งของงานหัตถศิลป์ไทยควรอยู่ที่ความลิมิเต็ด เรื่องราว และการเจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม หรือ Niche Market

“การส่งออกงานหัตถกรรมต้องดูเรื่องกำลังการผลิต เพราะงานหัตถกรรมไม่สามารถผลิตในระดับแมสโปรดักต์ได้ ส่วนมากสมาชิกของเราเป็นการทำงานระดับครอบครัวหรือชุมชน เพราะฉะนั้นเราน่าจะเน้นความเป็นลิมิเต็ด และใช้เรื่องราวเข้าไปสู่ตลาดเฉพาะกลุ่ม” ผศ.ดร.อนุชากล่าว

ผ้าไทยต้องมีฟังก์ชันสากล

หนึ่งในโจทย์ใหญ่ของ SACIT คือการผลักดันผ้าไทยให้ก้าวออกจากตลาดผู้บริโภคไทย ไปสู่การใช้งานในระดับสากล โดยผศ.ดร.อนุชาระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับผ้าไทยในฐานะหมุดหมายสำคัญของการส่งเสริมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่ประเด็นสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ผ้าไทยมีฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ตลาดต่างประเทศ

ตัวอย่างหนึ่งคือการทำงานร่วมกับพันธมิตรจากญี่ปุ่น เพื่อนำผ้าไทยจากชุมชนดอนกอยและจังหวัดนครพนมไปพัฒนาให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดญี่ปุ่น ซึ่งใช้เวลาพัฒนาเป็นปี ก่อนเห็นผลเป็นรูปธรรม และทำให้เห็นว่าผ้าไทยมีโอกาสในตลาดดังกล่าว

“ทำให้เรารู้ว่าผ้าไทยเป็นที่ต้องการของตลาดญี่ปุ่น แต่เราไม่ได้นำผ้าไทยแบบที่เราใช้กันอยู่ไปขายตรง ๆ ต้องมีการพัฒนาในรายละเอียดให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดนั้น ๆ” ผศ.ดร.อนุชากล่าว

ในปีนี้ SACIT เตรียมขยายผลความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มฟังก์ชันให้ผ้าไทยและผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยตอบโจทย์ตลาดเป้าหมายมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างจากไทย เช่น ตะวันออกกลาง ซึ่งต้องออกแบบสินค้าให้สอดคล้องกับวัฒนธรรม สีสัน การใช้ชีวิตในบ้าน และความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค

ตะวันออกกลางตลาดใหม่ แต่ต้องออกแบบให้ตรงรสนิยม

SACIT มองว่าตะวันออกกลางเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสำหรับงานหัตถกรรมไทย ทั้งในแง่การรับรู้และการสร้างโอกาสทางการค้า แต่ยังต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในพื้นที่

ผศ.ดร.อนุชากล่าวว่า คนตะวันออกกลางเพิ่งเริ่มรู้จักประเทศไทยและมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างจริงจังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดังนั้น งานหัตถกรรมไทยต้องรักษาทักษะและภูมิปัญญาเดิมไว้ แต่ปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งานของตลาดนั้น

“คนที่นั่นไม่ได้กินอยู่เหมือนเรา แม้กระทั่งเรื่องสีก็มีผล ถ้าอยู่นอกบ้านเขาใช้สีทะเลทราย สีน้ำตาล สีที่เป็นกลาง แต่พออยู่ในบ้านก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผลิตภัณฑ์จึงต้องตอบโจทย์การใช้ชีวิตของเขา” ผศ.ดร.อนุชากล่าว

SACIT มีแผนจัดกิจกรรมโชว์เคสและพบผู้นำเข้า-ส่งออกที่เวียนนาช่วงปลายปี หลังจากแผนงานบางส่วนต้องเลื่อนออกไปจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง โดยกลุ่มสินค้าที่พัฒนาไว้จะเน้นไปในทิศทางไลฟ์สไตล์และของตกแต่ง ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ใช้เวลาอยู่ในบ้านมาก

ปารีสดันผ้าไทยสู่เวทีโลก-หนุน UNESCO

นอกจากตลาดเชิงพาณิชย์ SACIT ยังผลักดันภาพลักษณ์ของงานหัตถศิลป์ไทยในระดับสากล ผ่านนิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ พิพิธภัณฑ์ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ภายใต้พระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

นิทรรศการดังกล่าวจัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–ฝรั่งเศส เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงมีพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมผ้าไทย

อีกเป้าหมายสำคัญคือการเผยแพร่คุณค่าของผ้าไทย ชุดไทยพระราชนิยม และงานหัตถศิลป์ไทยสู่สายตานานาชาติ พร้อมสนับสนุนการผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” สู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมต่อ UNESCO ในอนาคต

ปั้นช่องทางขายใหม่ รับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยน

ด้านช่องทางจำหน่าย SACIT มีเอาต์เล็ตหลักที่บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และมีร้านที่สนามบินสุวรรณภูมิ 2 จุด รวมถึงสนามบินภูเก็ต โดยยอดขายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับฤดูกาลท่องเที่ยว สินค้าที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อส่วนใหญ่เป็นสินค้าขนาดเล็ก เช่น กระเป๋าใบเล็ก ห่วงกุญแจ และของฝากที่สามารถนำขึ้นเครื่องได้สะดวก

อย่างไรก็ตาม SACIT มองว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ต้องการซื้อสินค้าอย่างเดียว แต่ต้องการประสบการณ์ การสัมผัสสินค้า และการรับรู้เรื่องราวของงานหัตถกรรม จึงมีแผนศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดจุดจำหน่ายในเมือง บริเวณที่เข้าถึงง่ายตามแนวรถไฟฟ้า

ผศ.ดร.อนุชากล่าวว่า ภายในปีงบประมาณนี้ควรต้องสรุปแผนให้ได้ และคาดว่าปลายปีนี้ควรมีจุดจำหน่ายในเมืองอย่างน้อย 1 แห่ง ขณะเดียวกัน ในปีหน้าจะให้ความสำคัญกับรูปแบบ Pop-up Store มากขึ้น เพราะเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่และลดความเสี่ยงจากการลงทุนพื้นที่ถาวร

“ป๊อปอัพสโตร์น่าจะตอบโจทย์คนเจนนี้มากที่สุด เพราะเขาไม่ได้เดินมาซื้อสินค้าอย่างเดียว แต่ต้องการประสบการณ์บางอย่างจากการไปถึงพื้นที่นั้นด้วย” ผศ.ดร.อนุชากล่าว

ปี 2570 ขยายโมเดลยั่งยืน-เชื่อม GI-ทรัพย์สินทางปัญญา

สำหรับแผนปี 2570 SACIT จะต่อยอดโมเดลการทำงานหัตถกรรมอย่างยั่งยืน หลังจากทดลองในบางพื้นที่ เช่น ชุมชนที่จังหวัดจันทบุรี และเตรียมขยายไปยังชุมชนอื่น ๆ โดยเชื่อมโยงกับประเด็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ GI

SACIT ยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมการเคารพทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งกันและกัน และสร้างความตระหนักให้ช่างฝีมือรู้จักปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง อันจะนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ขณะเดียวกัน SACIT เตรียมจัดงาน “SACIT Symposium 2026” ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainability across ASEAN and Beyond” โดยเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านงานเครื่องกระเบื้อง และงานเบญจรงค์ เพื่อเชื่อมภูมิปัญญาดั้งเดิมกับการสร้างสรรค์ร่วมสมัย พร้อมสร้างเครือข่ายช่างฝีมือ นักวิชาการ นักออกแบบ และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ

คราฟต์ไทยไม่ใช่แค่ของสวย แต่เป็นสินทรัพย์เศรษฐกิจ

ผลการดำเนินงานของ SACIT สะท้อนว่า งานศิลปหัตถกรรมไทยไม่ได้เป็นเพียงทุนทางวัฒนธรรม แต่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม หากได้รับการพัฒนาอย่างครบห่วงโซ่ ตั้งแต่การสร้างคน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ไปจนถึงการสร้างช่องทางตลาดในประเทศและต่างประเทศ

โจทย์ถัดไปของ SACIT จึงไม่ใช่เพียงการรักษางานคราฟต์ไทยให้อยู่รอด แต่คือการทำให้งานคราฟต์ไทย “อยู่ได้ในตลาดจริง” ทั้งในฐานะสินค้าดีไซน์ สินค้าท่องเที่ยว สินค้าส่งออก และเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ขณะที่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่กำลังการผลิตของชุมชน งบประมาณ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็ว และการออกแบบให้ตรงกับตลาดโลก

หาก SACIT สามารถเชื่อมภูมิปัญญาไทยเข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย ตลาดเฉพาะกลุ่ม การท่องเที่ยว และเวทีโลกได้ต่อเนื่อง งานศิลปหัตถกรรมไทยจะไม่ใช่เพียงของสะสมหรือของฝาก แต่จะกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์เศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ช่วยสร้างรายได้ให้ชุมชน และขยายภาพลักษณ์ประเทศไทยในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

sacit คราฟต์ เศรษฐกิจฐานราก