‘ยาง-มะพร้าว’ สะดุดสงครามราคา โจทย์ใหญ่เกษตรไทยรับมือการค้าโลก
มะพร้าว
ราคายางพาราที่อ่อนตัวลงในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สวนทางกับความกังวลของเกษตรกรที่มองว่าราคากำลังลดลงต่อเนื่อง ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวก็เผชิญปัญหาราคาผลผลิตและตลาดส่งออกที่ถูกกดดันจากมาตรการด้านสวัสดิภาพสัตว์ของยุโรป แม้จะเป็นคนละสินค้าแต่ทั้งสองกรณีกำลังสะท้อนโจทย์เดียวกัน คือ สินค้าเกษตรไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศมากกว่าที่เคย ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก และมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Nontariff Barrier) จนทำให้การบริหารสินค้าเกษตรในปัจจุบันซับซ้อนกว่าปัจจัยดูแลราคาเพียงอย่างเดียว
ราคายางอ่อนตัวแค่ “ระยะสั้น”
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การปรับลดลงของราคายางพาราในช่วงนี้เป็นเพียง “การปรับฐานระยะสั้น” หลังราคาขึ้นต่อเนื่องจนอยู่ในระดับสูงที่สุดในรอบกว่า 14 ปี โดยราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) ซึ่งเป็นราคามาตรฐานที่ใช้อ้างอิงในตลาดโลก เคยขยับเข้าใกล้ระดับ 100 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นระดับราคาที่อุตสาหกรรมยางไม่ได้เห็นมานาน การอ่อนตัวในช่วงนี้จึงเกิดขึ้นหลังราคาปรับขึ้นมาแรง ประกอบกับตลาดเริ่มรับรู้ปัจจัยลบหลายด้านพร้อมกัน ทั้งจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก และปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งนี้ หากมองภาพระยะยาวยางธรรมชาติยังเป็นวัตถุดิบที่มีความต้องการในตลาดโลก และประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพด้านการผลิตสูงที่สุดของโลก จึงยังเชื่อมั่นว่าอาชีพการทำสวนยางยังมีอนาคต
ฮอร์มุซคลี่คลายกระทบราคายาง
นายสรวุฒิระบุว่า หนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลต่อราคายาง คือ สถานการณ์สู้รบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ราคาน้ำมันและวัตถุดิบปิโตรเคมีปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์เพิ่มขึ้นผู้ผลิตจึงหันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น ทำให้ราคาได้รับแรงหนุน
แต่เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย การขนส่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติ วัตถุดิบจากปิโตรเลียมเริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ต้นทุนการผลิตยางสังเคราะห์ลดลง และกลับมาแข่งขันกับยางธรรมชาติได้อีกครั้ง ยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์สามารถใช้ทดแทนกันได้ในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการผลิตถุงมือยาง ถุงยางอนามัย และผลิตภัณฑ์ยางอุตสาหกรรม ดังนั้น ทุกครั้งที่ราคาหรือปริมาณยางสังเคราะห์เปลี่ยนแปลง ย่อมส่งผลโดยตรงต่อราคายางธรรมชาติ
EV จีน-เงินทุนโลกกระทบยาง
นอกจากปัจจัยด้านพลังงานแล้ว ความต้องการใช้ยางจากประเทศจีนก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญ เพราะจีนถือเป็นผู้บริโภคยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีนชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ความต้องการใช้ยางลดลง และกระทบต่อราคายางในตลาดโลก
ขณะเดียวกันตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Futures Market) ยังได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินลงทุน นักลงทุนบางส่วนลดการถือครองสินค้าโภคภัณฑ์ แล้วหันไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทองคำ และสินทรัพย์ปลอดภัยอื่น ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์หลายชนิด รวมถึงยางธรรมชาติปรับฐานลงพร้อมกัน
ห่วงโรคใบร่วงกระทบผลผลิต
นอกจากปัจจัยจากต่างประเทศแล้ว ในเดือนมิถุนายนเป็นช่วงที่ทุกภูมิภาคของไทยเริ่มเปิดกรีดยางพร้อมกัน ทำให้ผลผลิตจำนวนมากเข้าสู่ตลาดในเวลาเดียวกัน ส่งผลให้อุปทานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกดดันราคาตามกลไกตลาด ขณะเดียวกันหลายพื้นที่ยังเผชิญการระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ ซึ่งเกิดจากเชื้อราและแพร่กระจายได้ดีในสภาพอากาศร้อนชื้น
ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ เองได้ออกคำแนะนำให้เกษตรกรเร่งดูแลสวนยาง ทั้งการจัดการวัชพืช การป้องกันโรค และการรักษาความสมบูรณ์ของต้นยาง เพื่อลดผลกระทบต่อผลผลิตในระยะยาว แต่ก็ต้องยอมรับว่าปัญหากระจายไปในพื้นที่เพาะปลูกแล้ว 30-40% ซึ่งก็มีผลต่อปริมาณซัพพลายในตลาด แต่ก็ยังเชื่อว่ายางพารายังมีอนาคต เพราะปีหน้ามีโอกาสที่ราคายางพาราจะสูงขึ้น ซึ่งจะต้องรอดูผลผลิตที่จะออกสู่ตลาด
“ราคาจะตกมาอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัมหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ตอบยาก เพราะเมื่อสินค้าที่อั้นไว้นาน ๆ เมื่อช่องแคบฮอร์มุซเปิดได้ สินค้าที่รอ คนต้องการที่จะขาย โดยเฉพาะน้ำมัน ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำมันนั้น ปิโตรเลียม ระยะสั้นจะกดดันตลาด แต่ระยะยาวก็ต้องติดตามอีกครั้ง”
ศักยภาพ รง.แปรรูปยางถดถอย
สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้ราคายาง คือ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมแปรรูปยางของไทย ซึ่งโรงงานแปรรูปยางพาราไทยมีชื่อเสียงติด 1 ใน 3 ของโลก และมีศักยภาพเป็นอย่างมาก และปัจจุบันประเทศไทยมีกำลังการผลิตยางขั้นต้นเต็มศักยภาพประมาณ 11 ล้านตันต่อปี แต่สามารถรวบรวมผลผลิตเข้าสู่ระบบได้เพียงประมาณ 5 ล้านตัน
ส่งผลให้โรงงานจำนวนหนึ่งเดินเครื่องต่ำกว่าศักยภาพ แต่หากเทียบราคายางพารากับแอฟริกาใต้ ศรีลังกา มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือจีน ไทยเป็นกลุ่มที่ซื้อราคายางแพงที่สุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องดี หากโรงงานไปต่อไม่ได้ ซึ่งมีอยู่กว่า 100 โรงงาน หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนโรงงานทยอยปิดกิจการ จำนวนผู้รับซื้อยางจะลดลง การแข่งขันรับซื้อจะลดลงตาม และสุดท้ายผลกระทบจะย้อนกลับไปยังเกษตรกร เพราะมีทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตน้อยลง
“ลิงเก็บมะพร้าว” กีดกันค้า
ส่วนกรณีมะพร้าวไทยเจอปัญหาด้านราคา สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลก เพราะช่วงที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญแรงกดดันจากการที่องค์กรพิทักษ์สัตว์ในยุโรปมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการใช้ลิงเก็บมะพร้าว จนกระทบต่อภาพลักษณ์ของสินค้าไทยในตลาดต่างประเทศ ซึ่งประเด็นดังกล่าวเข้าข่ายมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือ Nontariff Barrier มากกว่าจะเป็นประเด็นด้านคุณภาพสินค้า
ปัจจุบันสวนมะพร้าวที่ยังใช้ลิงเก็บผลผลิตมีจำนวนลดลงมาก และไม่ใช่วิธีการผลิตหลักของประเทศ ดังนั้น สิ่งที่ประเทศไทยควรทำคือ เปิดพื้นที่ให้ผู้เกี่ยวข้องจากต่างประเทศเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อสร้างความเข้าใจมากกว่าการโต้แย้ง
นอกจากนี้ อีกโจทย์หนึ่งที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญ คือ ความสมดุลระหว่างราคาต้นน้ำและปลายน้ำ แม้ราคามะพร้าวของเกษตรกรจะปรับตัวลง แต่ราคาสินค้าแปรรูป เช่น กะทิกล่อง หรือผลิตภัณฑ์มะพร้าวในท้องตลาดยังอยู่ในระดับสูง เช่นเดียวกับน้ำมันปาล์มบรรจุขวดที่ราคาขายปลีกแทบไม่เปลี่ยนแปลงตามราคาผลปาล์ม
ปัญหาที่เกิดขึ้นกับยางพาราและมะพร้าว สะท้อนว่าภาครัฐและกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้การแก้ปัญหาครอบคลุมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ พร้อมรับมือกับกติกาการค้าโลกที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไม่หยุด