กรมการค้าภายในถกโรงงานกะทิสำเร็จรูป เร่งดูดซับมะพร้าวผลแก่ล้นตลาด หลังประจวบคีรีขันธ์มีผลผลิตตกค้างไม่น้อยกว่า 5 ล้านลูก ราคาลดเหลือ 6-7 บาทต่อลูก ดึง “ชาวเกาะ-วรา” เพิ่มรับซื้อ 2.5 ล้านลูกใน 2 สัปดาห์ เฉลี่ยวันละ 180,000 ลูก พร้อมเดินเครื่องวันอาทิตย์ เร่งระบายผลผลิตออกจากระบบ คาดราคากลับสู่กลไกตลาดปกติใน 2 เดือน
นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิสำเร็จรูป เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปสำคัญในการเร่งแก้ไขปัญหาผลผลิตมะพร้าวผลแก่ที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงเดียวกัน ส่งผลให้เกิดผลผลิตตกค้างในแหล่งรวบรวมและราคาปรับตัวลดลง
โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีผลผลิตมะพร้าวตกค้างไม่น้อยกว่า 5 ล้านลูก กรมการค้าภายในจึงได้ประสานผู้ประกอบการโรงงานกะทิสำเร็จรูป เพื่อเร่งดูดซับผลผลิตออกจากระบบการค้า และบรรเทาผลกระทบด้านราคาที่เกษตรกรได้รับ
ทั้งนี้ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราชาวเกาะ และบริษัท วราฟู้ดแอนด์ดริ๊ง จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราวรา ได้ให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน โดยจะเพิ่มการรับซื้อมะพร้าวจากพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์อีก 2.5 ล้านลูก ภายในระยะเวลา 2 สัปดาห์ หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นวันละประมาณ 180,000 ลูก
จากปกติที่โรงงานทั้งสองแห่งรับซื้อรวมกันวันละประมาณ 300,000 ลูก พร้อมเพิ่มกำลังการผลิตและเดินเครื่องจักรในวันอาทิตย์ เพื่อเร่งระบายผลผลิตที่ตกค้างออกจากระบบให้เร็วที่สุด
นายจิรวุฒิกล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวเกิดจากผลผลิตมะพร้าวในปี 2569 ที่มีปริมาณรวมประมาณ 852,000 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.4% ประกอบกับผลกระทบจากภาวะแล้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดล่าช้ากว่าปกติและกระจุกตัวในช่วงปัจจุบัน
นอกจากนี้ ผลมะพร้าวมีขนาดเล็กลง ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดมะพร้าวหัวขูดในตลาดสด ซึ่งนิยมผลขนาดใหญ่ ส่งผลให้ผลผลิตจำนวนมากไหลเข้าสู่โรงงานแปรรูป
อย่างไรก็ตาม โรงงานมีข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตและคำสั่งซื้อ ทำให้ไม่สามารถรับซื้อผลผลิตได้ทั้งหมด ส่งผลให้มีผลผลิตตกค้างในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงจังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี โดยทั้ง 4 จังหวัดมีผลผลิตตกค้างรวมกันอีกประมาณ 5 ล้านลูก
สำหรับสถานการณ์ราคา ปัจจุบันราคามะพร้าวผลแก่อยู่ที่ 6-7 บาทต่อผล ลดลงจากช่วงก่อนหน้า เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดมากกว่าความต้องการของโรงงาน ประกอบกับข้อจำกัดด้านการตรวจสอบย้อนกลับของแหล่งผลิต และมาตรการด้านแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการใช้ลิงเก็บมะพร้าว ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกในบางตลาด
นายจิรวุฒิกล่าวว่า ความต้องการใช้มะพร้าวผลแก่ของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 1.20 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นการบริโภคภายในประเทศประมาณ 0.50 ล้านตัน หรือ 42% และใช้ในอุตสาหกรรมแปรรูปเพื่อการส่งออกประมาณ 0.70 ล้านตัน หรือ 58% ของความต้องการใช้ทั้งหมด
แม้ประเทศไทยจะมีผลผลิตมะพร้าวออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี แต่ผลผลิตมักกระจุกตัวในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม และออกน้อยในช่วงเดือนกันยายนถึงธันวาคม ทำให้บางช่วงมีวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศในบางช่วง เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการผลิตและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผลผลิตในประเทศออกสู่ตลาดจำนวนมาก โรงงานกะทิได้ชะลอการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจุบันปริมาณนำเข้าลดลงกว่า 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพื่อรองรับผลผลิตในประเทศและช่วยแก้ปัญหาผลผลิตตกค้าง
นายจิรวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า มาตรการเพิ่มการรับซื้อครั้งนี้จะช่วยลดปริมาณผลผลิตตกค้างในระยะเร่งด่วน และคาดว่าจะช่วยให้ราคามะพร้าวปรับตัวเข้าสู่กลไกตลาดตามปกติภายในช่วง 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตมะพร้าวแก่จะเริ่มลดลงหรือเข้าสู่ภาวะ “ขาดคอ” ทำให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง
ทั้งนี้ กรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่จะติดตามสถานการณ์การรับซื้อและราคาอย่างใกล้ชิด พร้อมส่งเสริมการจัดทำแปลงมาตรฐาน GAP เพื่อเพิ่มโอกาสให้ล้งรวบรวมผลผลิตนอกเครือข่ายโรงงานสามารถส่งมะพร้าวเข้าสู่โรงงานแปรรูปได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ระบบการตลาดมะพร้าวกลับเข้าสู่ภาวะปกติและเกิดความสมดุลมากขึ้นในระยะต่อไป
ด้านนายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตกะทิสำเร็จรูปตราชาวเกาะ กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทรับซื้อมะพร้าวผลแก่เฉลี่ยวันละประมาณ 120,000 ลูก จากจังหวัดนครศรีธรรมราช และรับซื้อเนื้อมะพร้าวจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ คิดเป็นมะพร้าวประมาณ 300,000-400,000 ลูก เพื่อนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตกะทิและผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ทั้งจำหน่ายในประเทศและส่งออก
ในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก บริษัทพร้อมเพิ่มการรับซื้อจากเกษตรกรและผู้รวบรวม พร้อมเดินเครื่องจักรและเพิ่มกำลังการผลิตเต็มศักยภาพทุกวัน รวมถึงวันอาทิตย์ เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตส่วนเกิน ลดปัญหาผลผลิตตกค้าง และบรรเทาผลกระทบด้านราคาที่เกษตรกรได้รับ
