ข้าวแกง 35-40 บาท ยังเป็น ‘ตัวตุ๊กตา’ พาณิชย์ชั่งโมเดลลดค่าครองชีพ ไม่บิดเบือนตลาด
ราคาน้ำมันที่เริ่มอ่อนตัวลง ทำให้โจทย์ค่าครองชีพกลับมาอยู่กลางโต๊ะนโยบายอีกครั้ง โดยเฉพาะประชาชนในเมืองใหญ่ที่ต้องพึ่งพาอาหารสำเร็จรูป อาหารจานเดียว และร้านข้าวแกงเป็นหลัก แต่การทำให้ราคาอาหารลดลงไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันเพียงอย่างเดียว เพราะต้นทุนอาหารหนึ่งจานยังมีทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าเช่า ค่าแรง ค่าหุงต้ม ค่าขนส่ง ค่าไฟ และค่าน้ำ
กระทรวงพาณิชย์จึงยังไม่เร่งสรุปมาตรการแบบ “ราคาเดียวทั่วประเทศ” แต่เลือกใช้แนวทางรับฟังรอบด้าน ทั้งประชาชน ผู้ค้าข้าวแกง ตลาดสด สมาคมภัตตาคารไทย ร้านธงฟ้า และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาโมเดลลดค่าครองชีพที่ทำได้จริง ช่วยผู้บริโภคได้จริง และไม่กระทบกลไกตลาดหรือผู้ค้ารายย่อยที่มีต้นทุนแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่
น้ำมันลง แต่สินค้าไม่ได้ลงทันที
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในหาแนวทางช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน โดยเฉพาะคนตัวเล็กในเมืองใหญ่ หลังราคาน้ำมันปรับลดลง แต่สินค้าบางรายการยังไม่สามารถปรับราคาลงได้ทันที
“ท่านรัฐมนตรีให้โจทย์มาว่า เมื่อน้ำมันลดลงแล้ว สินค้าบางอย่างอาจปรับลงทันทีไม่ได้ จึงอยากให้ลองคิดว่าแนวทางอะไรบ้างที่จะช่วยลดค่าครองชีพให้คนตัวเล็ก โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่” นายวิทยากรกล่าว
หนึ่งในแนวคิดที่อยู่ระหว่างพิจารณา คือการทำเมนูข้าวแกงราคาประหยัด เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้ออาหารพร้อมบริโภค แต่กรมการค้าภายในย้ำว่ายังอยู่ระหว่างรับฟังความเห็น และต้องพิจารณาความเป็นไปได้ของต้นทุนในแต่ละพื้นที่
นายวิทยากรกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับความคิดเห็นจำนวนมาก ทั้งจากโซเชียลมีเดียและช่องทางต่าง ๆ จึงนำกลับมาทบทวนและหารือกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยจะเชิญสมาคมภัตตาคารไทยมาหารือ หลังมีการเสนอแนวคิดต่อสาธารณะ ขณะเดียวกันได้หารือกับกลุ่มตลาดสดที่มีร้านอาหารและร้านข้าวแกงในเครือข่ายมากกว่า 50 ตลาด เพื่อดูแนวทางเชื่อมโยงวัตถุดิบจากเกษตรกรผ่านตลาดสดไปยังร้านอาหาร
ข้าวแกง 35-40 บาท ยังไม่ใช่ข้อสรุป
นายวิทยากรกล่าวว่า ประเด็นราคาอาหารจานเดียวระดับ 35-40 บาท ยังเป็นเพียง “ตัวตุ๊กตา” สำหรับใช้รับฟังความเห็น ไม่ใช่ราคาที่กำหนดตายตัว โดยในบางตลาด โดยเฉพาะพื้นที่ปริมณฑลและต่างจังหวัด มีร้านค้าที่ขายข้าวแกงในช่วงราคา 35-40 บาทอยู่แล้ว แต่หากรัฐจะเข้าไปส่งเสริมต้องมีรูปแบบชัดเจน ทั้งประเภทเมนู ต้นทุนวัตถุดิบ ความคุ้มค่า และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ
“ตัวเลข 35 หรือ 40 บาท ยังเป็นการพูดคุย เป็นตัวตุ๊กตาทั้งหมด ระหว่างที่เรารับฟังทุกฝ่าย หน่วยงานภาครัฐก็ต้องดูปัจจัยอื่นประกอบ เพราะสถานการณ์ต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิง และค่าขนส่งยังต้องติดตาม” นายวิทยากรกล่าว
กรมการค้าภายในมองว่า แนวทางที่เป็นไปได้มากกว่าคือการดำเนินการเป็นรายพื้นที่และรายกลุ่ม เช่น พื้นที่ที่มีวัตถุดิบราคาประหยัดหรือมีแหล่งผลิตใกล้ตลาด สามารถเชื่อมต่อไปยังร้านอาหารได้โดยต้นทุนขนส่งไม่สูงเกินไป
นายวิทยากรยกตัวอย่างว่า จังหวัดร้อยเอ็ดมีสหกรณ์การเกษตรและมีข้าวเพียงพอ สามารถซัพพลายข้าวในราคาประหยัดได้ แต่การเชื่อมโยงต้องพิจารณาระยะทางและค่าขนส่ง เพราะหากวัตถุดิบถูก แต่ค่าขนส่งสูง ก็อาจไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติ
ไม่บิดเบือนตลาด ใช้มาตรการเฉพาะช่วง
นายวิทยากรย้ำว่าภารกิจของกระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่การบิดเบือนกลไกตลาด แต่เป็นการเข้าไปเสริมในบางช่วงเวลาที่ประชาชนเผชิญภาระค่าครองชีพสูง โดยมาตรการลักษณะนี้ไม่สามารถทำต่อเนื่องเป็นปีได้ หากสถานการณ์กลับเข้าสู่กลไกปกติก็ต้องยุติ
“เราไม่ได้ไปบิดเบือนกลไกตลาดอยู่แล้ว แต่มาตรการไทยช่วยไทยหรือมาตรการต่าง ๆ เป็นมาตรการที่รัฐบาลดึงเข้ามาเพื่อกระตุ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถทำเป็นหลักปีได้ คงทำเฉพาะบางช่วง เมื่อทุกอย่างเริ่มเดินไปตามกลไกแล้ว เราก็ต้องหยุดทำ” นายวิทยากรกล่าว
สำหรับร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า นายวิทยากรกล่าวว่า ไม่สามารถใช้ต้นทุนเดียวกับร้านข้าวแกงทั่วไปได้ เพราะมีค่าเช่า สถานที่ ห้องแอร์ และบริการประกอบ จึงไม่ได้กำหนดว่าอาหารในห้างต้องไม่เกินราคาใด แต่สามารถส่งเสริมให้ห้างจัดกิจกรรมลดค่าครองชีพ หรือใช้วัตถุดิบที่เชื่อมโยงจากเกษตรกร เช่น การนำกุ้งจากภาคใต้ไปทำเมนูโปรโมตในห้าง
วัตถุดิบบางรายการเริ่มลด-ไทยช่วยไทยเดินต่อ
นายวิทยากรกล่าวว่า วัตถุดิบจำเป็นหลายรายการไม่มีการปรับขึ้น เช่น น้ำตาลทรายขาว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และนมพร้อมดื่ม ขณะที่บางรายการมีแนวโน้มลดลง เช่น ซอสบางประเภท ซีอิ๊วญี่ปุ่น กุ้งขาว และผักหลายชนิด อาทิ ถั่วฝักยาว กวางตุ้ง ผักกาดขาว และกะหล่ำปลีจีน
ระหว่างที่ยังไม่สรุปโมเดลข้าวแกงราคาประหยัด กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งจัดไปแล้วมากกว่า 926 ครั้ง ทั้งระดับประเทศ ระดับภาค และระดับอำเภอ สร้างมูลค่ามากกว่า 1,000 ล้านบาท
อีกกลไกหนึ่งคือรถพุ่มพวง ซึ่งเป็นช่องทางเสริมสำหรับพื้นที่ที่อยู่ไกลจากตลาดหรือแหล่งซื้อวัตถุดิบ โดยตั้งเป้าไว้ 3,800 คัน หลังดำเนินการมาแล้วกว่า 1 เดือน ยังมีรถที่ทำงานร่วมกับโครงการอยู่ประมาณ 3,779 คัน ผ่านความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทย มีสินค้า 14 รายการเข้าไปช่วยลดค่าครองชีพ และมีมูลค่าการซื้อขายมากกว่า 223 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีงานธงฟ้าตามโรงเรียนในช่วงเปิดเทอม สร้างมูลค่าการค้ากว่า 300 ล้านบาท และโครงการลดต้นทุนวัตถุดิบภาคเกษตร ซึ่งดำเนินการแล้ว 17 จังหวัด และตั้งเป้าจัดครบ 40 จังหวัดภายในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้เกษตรกรมากกว่า 45 ล้านบาท

ยังไม่เสนอ ครม. รอความรอบคอบ
นายวิทยากรกล่าวถึงกรณีจะมีการเสนอมาตรการดูแลค่าครองชีพหรือช่วยลดต้นทุนเกษตรเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้าหรือไม่ว่า ขณะนี้ยังไม่มีมาตรการใดที่จำเป็นต้องเสนอ ครม. เพราะสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย และกระทรวงยังต้องรับฟังความเห็นอย่างละเอียดรอบคอบ
“ถ้าเราออกอะไรไปแล้วบิดเบือนกลไกตลาด ก็ต้องกลับมาทบทวนใหม่ ผมคิดว่าต้องคิดให้รอบคอบ ระหว่างนี้ไม่ได้เสียเวลา เพราะกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ยังเข้าไปบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง” นายวิทยากรกล่าว
ต้นทุนอาหารจานเดียว ไม่ได้มีแค่วัตถุดิบ
นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ต้นทุนอาหารจานเดียวแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ต้นทุนตรงและต้นทุนแฝง โดยต้นทุนตรง ได้แก่ ค่าเช่าที่ ค่าหุงต้ม ค่าแรง และค่าวัตถุดิบ ส่วนต้นทุนแฝง ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าไฟ และค่าน้ำ
หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานต้องเข้าไปดูแลต้นทุนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าที่ ค่าก๊าซหุงต้ม ค่าแรง ค่าขนส่ง ค่าไฟ และค่าน้ำ ส่วนบทบาทหลักของกระทรวงพาณิชย์คือการดูแลค่าวัตถุดิบ ซึ่งกรมการค้าภายในติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
“กระทรวงพาณิชย์จะดูเรื่องต้นทุนวัตถุดิบเป็นหลัก ทั้งการเชื่อมโยงวัตถุดิบและกิจกรรมเชื่อมโยงต่าง ๆ ระหว่างที่รอดูภาพรวมของโครงการนี้” นายกรนิจกล่าว
นายกรนิจกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์ต้องรับฟังทั้งฝ่ายประชาชนที่สะท้อนว่าราคาอาหารเหมาะสมหรือไม่ และฝ่ายพ่อค้าแม่ค้าที่ขายข้าวแกงอยู่แล้ว เพราะมาตรการที่จะทำต้องไม่กระทบกลไกการค้าของผู้ประกอบการรายย่อย

พาณิชย์จังหวัด 76 จังหวัด ตรวจสินค้า 3 กลุ่ม
ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ 76 จังหวัด ได้รับคำสั่งให้ออกตรวจสอบและกำกับดูแลราคาและปริมาณสินค้า โดยมุ่งเน้น 3 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป น้ำมันเชื้อเพลิง และสินค้าปัจจัยการเกษตร โดยเฉพาะปุ๋ย
ในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิง กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ โดยเน้นการติดป้ายแสดงราคาและป้องกันการกักตุน ขณะที่สินค้าปัจจัยการเกษตรยังมีการตรวจติดตามต่อเนื่อง
ร้อยตรี จักรา กล่าวว่า มาตรการช่วยลดค่าครองชีพของกระทรวงพาณิชย์มีหลายกิจกรรม โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ทั้งการสนับสนุนสินค้าเฮาส์แบรนด์และสินค้าแบรนด์รองให้เป็นทางเลือกแก่ประชาชนในการซื้อสินค้าคุณภาพใกล้เคียงกันในราคาประหยัด รวมถึงโครงการไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ ซึ่งดำเนินการร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เพื่อจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัด ณ ที่ว่าการอำเภอกว่า 800 แห่งทั่วประเทศ
ไทยช่วยไทยเฟส 2 เดินต่อถึง 15 กันยายน
ร้อยตรี จักรากล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทย ณ ที่ว่าการอำเภอ ในเฟสแรก มียอดจำหน่ายประมาณ 135.40 ล้านบาท ลดค่าครองชีพให้ประชาชนได้ประมาณ 29.62 ล้านบาท
ส่วนเฟส 2 เริ่มเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเข้าร่วม 43,649 ร้านค้า การดำเนินการครั้งแรกมีประชาชนมาจับจ่ายมากกว่า 170,000 คน มียอดจำหน่าย 16.95 ล้านบาท และลดค่าครองชีพได้ 2.9 ล้านบาท
สำหรับเฟส 2 จะจัดทุก 2 สัปดาห์ หรือสัปดาห์เว้นสัปดาห์ ครั้งต่อไปคือวันที่ 31 กรกฎาคม และดำเนินการต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 15 กันยายน โดยจะมีการนำสินค้าโอท็อป สินค้าชุมชน สินค้าผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และห้างท้องถิ่นมาร่วมจำหน่าย เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
ร้อยตรี จักรา กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าวยังเชื่อมโยงผลไม้จากแหล่งผลิตมาจำหน่าย โดยช่วงก่อนหน้าเชื่อมโยงทุเรียนภาคตะวันออก และช่วงนี้จะเชื่อมโยงทุเรียนภาคใต้ เพื่อช่วยกระจายผลผลิตจากพื้นที่
ลดค่าครองชีพต้องไม่ทุบคนขาย
โจทย์ลดค่าครองชีพจึงยังไม่จบที่การกำหนดราคาอาหารหนึ่งจาน แต่เป็นการออกแบบมาตรการที่ต้องบาลานซ์ระหว่างผู้บริโภคที่ต้องการราคาถูกลง ผู้ค้ารายย่อยที่มีต้นทุนจริง และเกษตรกรผู้ผลิตวัตถุดิบที่ต้องขายสินค้าได้ในราคาที่เหมาะสม
ทิศทางจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะยังเดินหน้าเชื่อมโยงวัตถุดิบ ลดต้นทุนอาหาร จัดกิจกรรมไทยช่วยไทย และหารือกับตลาดสด ร้านอาหาร ร้านธงฟ้า และสมาคมภัตตาคารไทย เพื่อหาโมเดลที่ทำได้จริงในพื้นที่ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือช่วยประชาชนได้จริง แต่ไม่ทำลายกลไกตลาดที่ผู้ค้ารายเล็กต้องพึ่งพา
