ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม จากเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง
ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น จากเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันในทะเลแดง และการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่หยุดชะงัก
หน่วยวิเคราะห์สถานการณ์ราคาน้ำมัน บมจ.ไทยออยล์ระบุว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับราคามีดังนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัส (WTI) ปรับเพิ่มขึ้นเหนือระดับ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งขึ้นทะลุระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือน พ.ค. หลังกลุ่มฮูตีในเยเมนประกาศยกระดับการปิดล้อมทางทะเล และได้ส่งโดรน/ขีปนาวุธเข้าโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียจำนวน 2 ลำในบริเวณช่องแคบแบ๊บ เอล-มันเดบ (Bab el-Mandab Strait) ในทะเลแดง ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้บนเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 1 ลำ
อย่างไรก็ดี หลังจากการโจมตี เรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ของจีน 2 ลำ ซึ่งบรรทุกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียรวมกัน 4 ล้านบาร์เรล สามารถออกจากทะเลแดงผ่านช่องแคบบับเอลมันเดบได้ในวันพฤหัสบดี ตามข้อมูลการเดินเรือ
โดยราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสซื้อขายเมื่อ 23 ก.ค. 2569 อยู่ที่ 92.19 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +5.36 และราคาน้ำมันดิบเบรนต์อยู่ที่ 100.69 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น +6.62 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
นักวิเคราะห์จาก UBS ระบุว่า ปริมาณการโหลดน้ำมันดิบออกจากท่าเรือในอ่าวอาหรับช่วง 7 วันที่ผ่านมา ร่วงลงเหลือเพียง 2.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงจากค่าเฉลี่ย 30 วันก่อนหน้าที่ 6.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้ ปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่อท่าเรืออิหร่าน ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่านดิ่งลงสู่ระดับเกือบศูนย์บาร์เรลต่อวัน จากเดิม 1.5–2.0 ล้านบาร์เรลต่อวันในช่วงต้นเดือน
สถานการณ์ในภูมิภาคยกระดับความรุนแรงขึ้น หลังจากกองทัพสหรัฐดำเนินการโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านติดต่อกันเป็นคืนที่ 12 ขณะที่ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า หากปัญหาการหยุดชะงักในช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อต่อไป ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจปรับตัวสูงขึ้นเกินระดับ 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้
การปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับสภาวะเงินเฟ้อทั่วโลก (Inflation shock) ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury Yield) ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 18 เดือน ส่งผลให้ตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้นเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ซึ่งปัจจัยดังกล่าวอาจกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจและลดทอนความต้องการใช้น้ำมันในระยะยาว
