‘สุริยะ’ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกร 5% ใน 1 ปี ชูลดต้นทุนปุ๋ย-ยกระดับผลผลิตสู้เวียดนาม
“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างน้อย 5% ภายใน 1 ปี พร้อมเดินหน้าลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะการใช้ปุ๋ยให้เหมาะกับสภาพดินในแต่ละพื้นที่ ควบคู่ยกระดับผลผลิตต่อไร่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง ย้ำตัวชี้วัด (KPI) ที่แท้จริงไม่ใช่ตัวเลขบนกระดาษ แต่คือรายได้ในกระเป๋าของเกษตรกร
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การดำเนินงานในช่วง 99 วันที่ผ่านมา กระทรวงได้ผลักดันผลงานที่เป็นรูปธรรมหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมการทำนาลดต้นทุนในพื้นที่กว่า 100,000 ไร่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ 8-24% การพัฒนาระบบน้ำที่คุ้มครองพื้นที่เกษตรกว่า 2 ล้านไร่ การเปิดตลาดเชิงรุกจนสามารถผลักดันการส่งออกทุเรียนไปจีนมูลค่ากว่า 105,000 ล้านบาท การลดขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐจาก 14 วัน เหลือ 1 วัน รวมถึงการเดินหน้าคืนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร
ยอมรับว่ายังมีปัญหาหลายด้าน ทั้งความแปรปรวนของสภาพอากาศและความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้างภายในกระทรวงที่สะสมมาเป็นเวลานาน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขที่ต้นเหตุ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
สำหรับตัวชี้วัด (KPI) ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ทุกกระทรวง นายสุริยะกล่าวว่า ตนและรัฐมนตรีช่วยทั้ง 2 คนทำงานเต็มที่ทุกวัน โดยผลงานที่รายงานในวันนี้เป็นหลักฐานที่ตรวจสอบได้ แต่การประเมินผลที่แท้จริงควรให้ประชาชนและเกษตรกรเป็นผู้ตัดสิน
“KPI ที่แท้จริงของกระทรวงไม่ได้อยู่บนกระดาษ แต่อยู่ที่รายได้ในกระเป๋าเกษตรกร หากเกษตรกรยังเดือดร้อน ต่อให้ตัวชี้วัดผ่าน ผมก็ถือว่าทำงานได้ไม่ดีพอ”
นายสุริยะ กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญในระยะต่อไป คือการเพิ่มรายได้เกษตรกรควบคู่กับการลดรายจ่าย โดยเฉพาะต้นทุนปุ๋ย ซึ่งปัจจุบันกระทรวงกำลังเร่งให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและแนะนำการใช้ปุ๋ยให้เหมาะสมกับสภาพดินของแต่ละพื้นที่ แทนการใช้ปุ๋ยสูตรสำเร็จเพียงรูปแบบเดียว เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีความต้องการธาตุอาหารแตกต่างกัน การใช้ปุ๋ยให้ตรงกับความจำเป็นจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้
“ผมตั้งเป้าว่า จากนี้ไปภายใน 1 ปี รายได้ของเกษตรกรควรจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5%”
อย่างไรก็ตาม นายสุริยะกล่าวว่า การเพิ่มรายได้ยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะสภาพดินฟ้าอากาศ รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร ซึ่งกระทรวงจะผลักดันการใช้เทคโนโลยีและผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตร เพื่อเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่ง โดยเฉพาะเวียดนาม และสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นให้แก่เกษตรกรในระยะยาว