เครื่องนุ่งห่มไทยไม่หวั่นภาษีสหรัฐ 12.5% ชี้คู่แข่งโดนใกล้เคียงกัน จับตา FTA ยุโรปเปิดตลาดใหม่
สมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยมองมาตรการภาษีสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ไม่กระทบขีดความสามารถการแข่งขันของไทยอย่างมีนัยสำคัญ หากประเทศคู่แข่งถูกเก็บภาษีในระดับใกล้เคียงกัน พร้อมแนะผู้ประกอบการเร่งกระจายตลาด ใช้ประโยชน์จาก FTA ไทย-EFTA และไทย-EU ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ
นายชลัมพล โลทารักษ์พงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทิศทางและวัตถุประสงค์ของรัฐบาลสหรัฐฯ มีความชัดเจนในการใช้มาตรการภาษีนำเข้าเพื่อลดการขาดดุลการค้า ดังนั้น ไม่ว่าการจัดเก็บภาษีภายใต้มาตรา 301 ในอัตรา 12.5% จะมีผลอย่างไร สหรัฐฯ ก็น่าจะยังเดินหน้าหามาตรการอื่นเพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าวต่อไป
สำหรับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่อัตราภาษีของไทยเพียงประเทศเดียว แต่ต้องพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศคู่แข่ง หากทุกประเทศเผชิญภาษีในระดับใกล้เคียงกัน ไทยก็ยังสามารถแข่งขันได้ โดยความกังวลจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อไทยถูกจัดเก็บภาษีสูงกว่าคู่แข่งอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันยังไม่พบสถานการณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ ตลาดสหรัฐฯ มีสัดส่วนประมาณ 39% ของการส่งออกเครื่องนุ่งห่มไทยทั้งหมด แม้จะเป็นตลาดหลัก แต่ยังมีอีก 61% ที่กระจายอยู่ในตลาดอื่นทั่วโลก ผู้ประกอบการจึงควรรักษาตลาดสหรัฐฯ ควบคู่กับการเร่งขยายตลาดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่ไทยมีความตกลงการค้าเสรีรองรับแล้ว เช่น ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่น (JTEPA) ซึ่งยังมีศักยภาพในการเพิ่มการส่งออกสินค้าเครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอได้อีกมาก
นายชลัมพลมองว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง ผู้ประกอบการควรติดตามสถานการณ์การค้าโลกอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป พร้อมเห็นว่าภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันกำหนดมาตรการลดผลกระทบจากการส่งออกไปยังสหรัฐฯ และเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่
นอกจากนี้ ความคืบหน้าของ ความตกลงการค้าเสรีไทย-EFTA และ ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ถือเป็นโอกาสสำคัญของอุตสาหกรรม เพราะจะเปิดตลาดยุโรปที่มีประชากรกว่า 450 ล้านคน ช่วยสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงอื่นอย่างใกล้ชิด ทั้งภาวะเศรษฐกิจโลก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงกฎระเบียบด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว