อบก.ผนึก สสว.ปั้น 14 SMEs ฝึกซ้อมรับกติกาคาร์บอนโลก
ส.อ.ท. ผนึก อบก.-สสว. เร่งเสริมศักยภาพ SMEs ไทยรับกติกาการค้าโลกด้านคาร์บอน คัด 14 ผู้ประกอบการ 14 ผลิตภัณฑ์ จัดทำและทวนสอบ Carbon Footprint of Product พร้อมนำข้อมูลจริงทดลอง CFP/CBAM Platform เชื่อมการลดคาร์บอนกับการลงทุนและแหล่งเงินทุน เตรียมพร้อมรับ CBAM และเงื่อนไขคู่ค้า สู่ Green Supply Chain
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เปิดเผยว่า ท่ามกลางบริบทการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น “ข้อมูลคาร์บอน” กำลังกลายเป็นข้อมูลสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) รวมถึงข้อกำหนดด้านความยั่งยืนของคู่ค้า ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาความสามารถในการจัดทำและบริหารข้อมูลคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน
ล่าสุด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ อบก. และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดำเนิน “โครงการส่งเสริมและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย ด้วยเครื่องหมายคาร์บอนฟุตพรินต์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product : CFP)” เพื่อสร้างองค์ความรู้ เครื่องมือ และกลไกสนับสนุนให้ SMEs สามารถใช้ข้อมูลคาร์บอนในการพัฒนาธุรกิจ และเตรียมพร้อมเข้าสู่ Green Supply Chain
ดร.สนธยา กริชนวรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรม ส.อ.ท. ในฐานะหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานครอบคลุม 4 ด้านสำคัญ คือ 1.การพัฒนาศักยภาพบุคลากร SMEs จำนวน 80 คน ให้มีความรู้และทักษะในการประเมิน CFP และสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ 2.คัดเลือก 14 สถานประกอบการ 14 ผลิตภัณฑ์ เข้าสู่กระบวนการประเมิน CFP ตลอดจนการทวนสอบเพื่อขอรับรองฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์ 3.นำผลประเมิน CFP และข้อมูลจากการดำเนินงานจริงมาทดสอบและพัฒนา CFP/CBAM Platform ทั้งการเปรียบเทียบผลการประเมินและนำข้อเสนอแนะกลับไปปรับปรุงแพลตฟอร์ม 4.ศึกษากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุน SMEs เข้าสู่ Green Supply Chain โดยศึกษาแนวทางและเครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสมสำหรับการปรับปรุงกระบวนการผลิต การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำ สำหรับ 14 สถานประกอบการที่เข้าร่วมกระบวนการประเมิน CFP ได้แก่ บริษัท แกรนดี้อินเตอร์เทรด จำกัด, บริษัท โคเซล (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ซีไอจี บลูโซลูชั่นส์ จำกัด, บริษัท ดี.ซี.แอล. พลาสติก จำกัด, บริษัท บีเอ็นเอส อุตสาหกรรมไม้ จำกัด, บริษัท เมกก้าคลีน โปรดักส์ จำกัด, บริษัท แม่กลองคอนกรีต จำกัด, บริษัท วาสเซอร์แคร์ จำกัด, บริษัท เวิลด์เพ็ท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท แสงชัยอินโนเวชั่น จำกัด, บริษัท สินเจริญ วีเนียร์ แอนด์ พลายวู้ด จำกัด, บริษัท สหศิลป์ รีเวทอินดัสเทรียล จำกัด, บริษัท อุตสาหกรรมสเตนเลสเคหภัณฑ์ จำกัด และบริษัท เอดับบลิวดี อินเตอร์ กรุ๊ป จำกัด
ขณะเดียวกัน แนวทาง Inclusive Sustainability มุ่งเปิดทางให้ SMEs เข้าถึงองค์ความรู้ เครื่องมือ และกลไกทางการเงินที่จำเป็น โดยเป้าหมายของโครงการไม่ได้หยุดเพียงการทำให้ผู้ประกอบการ “มีข้อมูล CFP” แต่ต้องสามารถประเมินและนำข้อมูลคาร์บอนไปใช้จริง ตั้งแต่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงเตรียมพร้อมด้านการค้าและการเข้าถึงแหล่งทุน ส.อ.ท. อบก. และ สสว. จึงมุ่งสร้างระบบสนับสนุนที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ ข้อมูล เครื่องมือ และกลไกทางการเงินเข้าด้วยกัน เพื่อให้ SMEs ไทยสามารถรับมือมาตรการด้านคาร์บอนและข้อกำหนดของคู่ค้า เชื่อมเข้าสู่ Green Supply Chain และเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยังสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้กติกาการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป