เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หมอกควันไฟป่าอินโดฯ พัดปกคลุม ‘ยะลา’ รองผู้ว่าฯ สั่งงดกิจกรรมกลางแจ้ง
เศรษฐกิจภูมิภาค หมอกควันไฟป่าอินโดฯ พัดปกคลุม ‘ยะลา’ รองผู้ว่าฯ สั่งงดกิจกรรมกลางแจ้ง
ซีรีส์วาย-บันเทิงไทย โตก้าวกระโดด FEED X KHAOSOD AWARDS 2026
Biz Movement ซีรีส์วาย-บันเทิงไทย โตก้าวกระโดด FEED X KHAOSOD AWARDS 2026
SABINA รีเทลไตรมาส 3 ฟื้น – แอคทีฟแวร์ปัง รับกระแสออกกำลังกาย-HYROX
Biz Movement SABINA รีเทลไตรมาส 3 ฟื้น – แอคทีฟแวร์ปัง รับกระแสออกกำลังกาย-HYROX
ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณบาทละ 68,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (17 ก.ย. 69) ร่วงลง 350 บาท รูปพรรณบาทละ 68,850 บาท
‘HENRY’s First Dates’ จำได้หรือจำไม่ได้ก็อบอุ่นหัวใจ
Biz Movement ‘HENRY’s First Dates’ จำได้หรือจำไม่ได้ก็อบอุ่นหัวใจ
‘อนุทิน’ จ่อทวงสัญญา ‘ทรัมป์’ ให้อัตราภาษีพิเศษ หลังไทยทำตามข้อตกลง
Politics ‘อนุทิน’ จ่อทวงสัญญา ‘ทรัมป์’ ให้อัตราภาษีพิเศษ หลังไทยทำตามข้อตกลง
2 มาตรการพยุงกำลังซื้อ หมุนเศรษฐกิจเชียงใหม่โต 8 พันล้าน
Economic 2 มาตรการพยุงกำลังซื้อ หมุนเศรษฐกิจเชียงใหม่โต 8 พันล้าน
หอการค้า ชี้ค่าครองชีพ-รายได้ไม่พอ ดันหนี้ครัวเรือนสูง คาดสิ้นปีหนี้ต่อ GDP ลดเหลือ 84%
Economic หอการค้า ชี้ค่าครองชีพ-รายได้ไม่พอ ดันหนี้ครัวเรือนสูง คาดสิ้นปีหนี้ต่อ GDP ลดเหลือ 84%
กล้าแลกเพื่อรอด
SD Talk กล้าแลกเพื่อรอด
เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณมีโอกาสขึ้นอีก จับตาเงินเฟ้อยังไม่คลาย
Finance เฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณมีโอกาสขึ้นอีก จับตาเงินเฟ้อยังไม่คลาย
ดูทั้งหมด

2 มาตรการพยุงกำลังซื้อ หมุนเศรษฐกิจเชียงใหม่โต 8 พันล้าน

17 ก.ย. 2569 | 12:41น.

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและแรงกระแทกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ฉุดให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดเชียงใหม่ (GPP) ในไตรมาส 2 ชะลอตัวลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.2 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” และ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะกลายเป็น 2 เครื่องยนต์หลักประคองกำลังซื้อเชียงใหม่ และสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจระยะยาว 5 ปีที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 8,213.75 ล้านบาท

2 มาตรการอุดรอยรั่วกำลังซื้อ 

นางสาววาสนา สมมุติ คลังจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การผสานสองโครงการถือว่าครอบคลุมโครงสร้างสังคมอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ 1.บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ช่วยพยุงกลุ่มเปราะบาง อุดหนุนค่าครองชีพพื้นฐาน เงินหมุนเวียนตรงสู่ร้านธงฟ้าและสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น ไม่ให้กำลังซื้อฐานรากพังทลาย 2.ไทยช่วยไทย พลัส (60:40) ที่ดึงกำลังซื้อกลุ่มชนชั้นกลางเข้าสู่ระบบ และดันยอดใช้จ่ายสะสมเชียงใหม่ล่าสุด (ณ วันที่ 5 กันยายน 2569) พุ่งแตะ 3,903.89 ล้านบาท สูงเป็นอันดับ 7 ของประเทศ โดยเงินกว่าร้อยละ 50 (1,983 ล้านบาท) สะพัดเข้าสู่ร้านอาหาร คาเฟ่ และบริการรายย่อย

วาสนา สมมุติ

ผ่าเม็ดเงินพยุงจีพีพีโต

สำนักงานคลังจังหวัดเชียงใหม่คาดการณ์ว่า การขับเคลื่อนมาตรการคู่ขนานนี้นอกจากเป็นการบรรเทาภาระค่าครองชีพชั่วคราวแล้ว อีกด้านสำคัญคือ การสร้างแรงหมุนเวียนทางเศรษฐกิจระยะยาว 5 ปี จะมีมูลค่าสูงถึง 8,213.75 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนดันผลิตภัณฑ์มวลรวม (GPP) ของจังหวัดเชียงใหม่ให้เติบโตขึ้นร้อยละ 0.56 (จากฐาน GPP ปี 2567 มูลค่า 293,809.40 ล้านบาท)

โดยโครงสร้างเม็ดเงินตั้งต้นจำนวน 7,964.25 ล้านบาท แบ่งออกเป็น

1.กลไกซับแรงกระแทกฐานราก ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 อุดหนุนผู้มีสิทธิ 410,515 คน คนละ 4,000 บาท (เดือนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน) เติมเม็ดเงินตั้งต้น 1,642.06 ล้านบาท ซึ่งกลุ่มผู้มีรายได้น้อยมีพฤติกรรมใช้จ่ายทันที ทำให้อัตราตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier) สูงถึง 1.356 เท่า ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเชียงใหม่ในระยะ 5 ปี ถึง 2,226.63 ล้านบาท (ร้อยละ 0.15 ของ GPP)

2.กลไกอัดฉีดกำลังซื้อทั่วไป ผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60:40) ครอบคลุมประชากรวัยทำงานและทั่วไปอีก 948,708 คน โดยอาศัยกลไกรัฐร่วมจ่าย (รัฐ 1,000 บาท : ประชาชน 666 บาท/เดือน) เป็นเม็ดเงินจับจ่ายจริงรวม 6,664 บาทต่อคน ดันเม็ดเงินตั้งต้นเข้าสู่ระบบสูงถึง 6,322.19 ล้านบาท สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจรวม 5,987.11 ล้านบาท (ร้อยละ 0.41 ของ GPP)

การผสานเม็ดเงินกว่า 7.9 พันล้านบาทจากทั้งสองฝั่ง จึงกลายเป็นแรงขับสำคัญที่ช่วยอุ้มเศรษฐกิจเชียงใหม่ในช่วงซบเซา (Low Season) กระจายสภาพคล่องตรงสู่ร้านค้าในพื้นที่ และสร้างรากฐานความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นพร้อมรับการฟื้นตัวในช่วงฤดูท่องเที่ยวปลายปี

ไทยช่วยไทยพลัสโตก้าวกระโดด

นางสาววาสนากล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างโครงการคนละครึ่งในช่วงปลายปี 2568 กับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ในปัจจุบัน พบความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสำคัญ 4 มิติ คือ 1.ขยายฐานผู้ได้รับสิทธิ ซึ่งโครงการคนละครึ่งเดิมมีการจำกัดวงเงินตามสถานะภาษี (ในระบบภาษี 2,400 บาท/นอกระบบภาษี 2,000 บาท) มีผู้ใช้สิทธิในเชียงใหม่ราว 1,179,000 คน ขณะที่โครงการไทยช่วยไทย พลัส ปรับรูปแบบช่วยเหลือเท่าเทียมกันที่ 4,000 บาท/คน ส่งผลให้มีประชาชนออกมารับสิทธิเพิ่มขึ้นเป็น 1,481,000 คน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 300,000 คน

2.เม็ดเงินหมุนเวียนเติบโตก้าวกระโดด ยอดใช้จ่ายสะสมของโครงการคนละครึ่งเดิมปิดตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 2,400 ล้านบาท ส่วนโครงการไทยช่วยไทย พลัส ผ่านไป 3 เดือนกว่ายอดใช้จ่ายสะสมพุ่งสูงถึง 3,903.89 ล้านบาท (ข้อมูล ณ วันที่ 5 กันยายน 2569) เพิ่มขึ้นจากเดิมมากกว่า 1,500 ล้านบาท โดยมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 3,500 บาทต่อคน และคาดว่าจะแตะเป้าหมาย 4,800 ล้านบาท เมื่อสิ้นสุดโครงการในเดือนกันยายน 2569

3.ดึงร้านค้าเข้าสู่ระบบมากขึ้น ทั้งนี้ จะเห็นว่าร้านค้าและผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการขยายตัวจาก 31,000 ร้านในโครงการเดิม เพิ่มขึ้นเป็น 37,756 ร้านในโครงการปัจจุบัน ซึ่งร้อยละ 99.16 เป็นผู้ประกอบการรายย่อยและบุคคลธรรมดา สะท้อนถึงการกระจายสภาพคล่องลงสู่ร้านค้าชุมชนฐานรากอย่างทั่วถึง

4.ยกระดับอันดับการใช้จ่าย ขยับอันดับการใช้จ่ายงบฯ กระตุ้นเศรษฐกิจของเชียงใหม่ จากอันดับที่ 10 ของประเทศในโครงการคนละครึ่ง ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 7 ของประเทศ (ในกลุ่มจังหวัดเมืองหลัก 22 จังหวัด) ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส

กระจายรายได้สู่อำเภอรอบนอก

นางสาววาสนากล่าวต่อว่า มิติที่น่าสนใจคือ เม็ดเงินไม่ได้จุกตัวอยู่เพียงอำเภอเมืองเชียงใหม่ กว่า 1,261 ล้านบาท ข้อมูลสะสม ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2569 แต่กระจายออกสู่พื้นที่รอบนอกอย่างชัดเจน ทั้งอำเภอสันทราย กว่า 471 ล้านบาท อำเภอสันกำแพง กว่า 248 ล้านบาท อำเภอสารภี กว่า 230 ล้านบาท อำเภอหางดง กว่า 203 ล้านบาท อำเภอแม่ริม กว่า 183 ล้านบาท อำเภอดอยสะเก็ด กว่า 142 ล้านบาท อำเภอสันป่าตอง กว่า 125 ล้านบาท อำเภอฝาง กว่า 118 ล้านบาท และอำเภอแม่แตง กว่า 89 ล้านบาท เป็นต้น

การที่ผู้ประกอบการและร้านค้าเข้าร่วมโครงการสูงถึง 37,756 ร้านค้า โดยเป็นบุคคลธรรมดาและรายย่อยกว่าร้อยละ 99 ช่วยให้เงินหมุนเวียนลงลึกถึงชุมชน ทั้งร้านค้าโชห่วย ร้านอาหาร ไปจนถึงระบบขนส่งสาธารณะท้องถิ่นอย่างรถแดง สองแถว แท็กซี่ และรถบัสโดยสารประจำทาง

ไตรมาส 3 แรงส่ง High Season

นางสาววาสนากล่าวอีกว่า  ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ของจังหวัดเชียงใหม่ในไตรมาส 1 ขยายตัวร้อยละ 1.5 ก่อนจะชะลอตัวเหลือร้อยละ 1.2 ในไตรมาส 2 จากปัจจัยสงครามตะวันออกกลาง อย่างไรก็ดี ผลจากการอัดฉีดเม็ดเงินอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับตัวทวีคูณทางเศรษฐกิจ (Multiplier Effect) ที่ระดับ 2.5 เท่า ในไตรมาส 3 คาดว่า GPP จะฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 1.2-1.5 ซึ่งอานิสงส์จากโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่คาดว่าจะเข้าเป้าหมาย 4,800 ล้านบาท เมื่อสิ้นสุดโครงการในเดือนกันยายนนี้ จะช่วยเติมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการพร้อมรับมือช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) ปลายปีต่อไป

“แจ่มฟ้า” ชี้ ดันยอดสินค้าพุ่ง 

นายแพทย์ณัฐพล วงศ์มณีรุ่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท แจ่มฟ้าเซฟมาร์ท จำกัด ห้างค้าปลีกท้องถิ่นรายใหญ่ที่มีสาขาครอบคลุมในพื้นที่เชียงใหม่ (15 สาขา)และลำพูน (7 สาขา) รวม 22 สาขา เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจท้องถิ่นในภาคเหนือที่ต้องเผชิญความท้าทายในช่วง Low Season แต่ได้รับแรงหนุนสำคัญจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะการจับจ่ายของประชาชนผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับห้างแจ่มฟ้าทั้ง 22 สาขา พบว่าเม็ดเงินอัดฉีดดังกล่าวส่งผลให้อัตราการเติบโตของการใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้นกว่า 20% ต่อเดือน โดยเฉพาะนับตั้งแต่มีการปรับวงเงินจาก 300 บาท เพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อเดือน (ตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน 2569) 

จากข้อมูลพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคพบว่า สินค้ากลุ่มที่ได้รับความนิยมสูงสุดยังคงเป็นสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น น้ำมันพืช เครื่องปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และข้าวสาร ซึ่งมียอดขายเติบโตสูงถึง 50%โดยมีรูปแบบการกระจายตัวของการใช้จ่ายที่หนาแน่นเป็นพิเศษในช่วง 5 วันแรกของแต่ละเดือน ส่งผลให้ปริมาณลูกค้าและยอดขายในช่วงดังกล่าวสูงกว่าช่วงเวลาปกติเกินกว่า 2 เท่า ทั้งนี้ ยอดขายจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของยอดขายรวมทั้งระบบ หรือมีเงินสะพัดเฉลี่ยเดือนละ 20 ล้านบาท 

คาดยอดขายทะลุ 2.5 พันล้าน

นายแพทย์ณัฐพลกล่าวต่อว่า ยอดขายรวมทั้งระบบของห้างแจ่มฟ้าในปีนี้ (2569) มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 (มกราคม-มีนาคม) ทำยอดขายได้ราว 550 ล้านบาท ไตรมาส 2 (เมษายน-มิถุนายน) ยอดขายก้าวกระโดดขึ้นมาอยู่ที่ 600 ล้านบาท และในไตรมาส 3 (กรกฎาคม-สิงหาคม) ยอดขาย 430 ล้านบาท และคาดว่าเมื่อสิ้นสุดเดือนกันยายนยอดขายในไตรมาส 3 จะอยู่ที่ราว 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับอานิสงส์อย่างมากจากเม็ดเงินอัดฉีดบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

สำหรับไตรมาส 4 ประเมินว่าจะสามารถทำยอดขายได้ราว 640-740 ล้านบาท จากอานิสงส์ของฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในภาคเหนือ ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปีแจ่มฟ้ามั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมายการเติบโตที่ 10% หรือคิดเป็นยอดขายรวมราว 2,400-2,500 ล้านบาท ได้ตามที่ตั้งเป้าไว้

กระจายสู่ซัพพลายเชน

นายแพทย์ณัฐพลกล่าวด้วยว่า ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจคือ การหมุนเวียนของเม็ดเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ระดับห้างค้าปลีก แต่ได้ส่งผ่านไปยังห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ ทั้งการสั่งซื้อสินค้าเพิ่มจากดีลเลอร์รายย่อยในพื้นที่ การรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรผู้ผลิตข้าวสาร เกษตรกรฟาร์มไข่ไก่ สินค้าชุมชน OTOP ตลอดจนกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยที่นำอาหารและเบเกอรี่มาวางจำหน่าย ช่วยสร้างแรงหมุนทางเศรษฐกิจไปสู่ระดับฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ดี สำหรับทิศทางในไตรมาสสุดท้ายยังคงต้องเฝ้าระวังปัจจัยการชะลอตัวของกำลังซื้อในเดือนตุลาคม อันเนื่องมาจากประชาชนบางส่วนที่ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ซื้อสินค้าตุนไว้ล่วงหน้า แต่คาดว่าจะได้ปัจจัยหนุนจากบรรยากาศการท่องเที่ยวช่วง High Season เข้ามาช่วยพยุงภาพรวม โดยแจ่มฟ้ายังคงเป้าหมายการเติบโตทั้งปีไว้ที่ 10% คิดเป็นยอดขายรวมราว 2,400-2,500 ล้านบาท พร้อมเสนอแนะให้ภาครัฐเร่งขับเคลื่อนมาตรการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เข้มแข็งในระยะยาว

ภาพรวมการอัดฉีดงบประมาณภาครัฐในครั้งนี้ สะท้อนยุทธศาสตร์การอุดรอยรั่วกำลังซื้อทุกระดับ บัตรคนจนช่วยพยุงค่าครองชีพฐานราก ขณะที่ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยดึงกำลังซื้อภาคประชาชน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจระยะยาว 5 ปี ที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่า 8,213.75 ล้านบาท(หรือ 0.56% ของ GPP) จึงไม่ใช่ตัวเลขลอย ๆ ในกระดาษ

ทว่าเป็นสภาพคล่องจริงที่ไหลหมุนเวียนทั่วเชียงใหม่ ช่วยพยุงธุรกิจท้องถิ่นให้ผ่านพ้นช่วงซบเซา และจะกลายเป็น “แรงส่งสำคัญ” ให้เศรษฐกิจเชียงใหม่กลับมาคึกคักและเติบโตอย่างเต็มศักยภาพในช่วง High Season ปลายปี 2569 นี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

มาตรการ เชียงใหม่