“สมาคมปลานิล” ชี้ปัญหาอยู่ที่ตลาด ไม่ใช่ผลผลิต ปิดด่านทุบดีมานด์-ราคาดิ่ง 30-40%
สมาคมปลานิลชี้ภาพรวมผลผลิตไทยยังทรงตัวราว 260,000-270,000 ตันต่อปี แต่ราคาช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงกดดันหนักจากฝั่งตลาด ทั้งการปิดด่านชายแดนที่ทำให้ส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้านสะดุด และแรงงานกัมพูชาหลายแสนคนเดินทางกลับประเทศ ส่งผลให้ดีมานด์หายและปลาสะสมในระบบ กดราคาลง 30-40% แม้ล่าสุดเริ่มฟื้นตัวแล้วบางส่วน ขณะที่ผลกระทบจากปลาหมอคางดำมีเพียงทางอ้อมและยังไม่แย่งตลาดปลานิลอย่างมีนัยสำคัญ
นายอมร เหลืองนฤมิตชัย นายกสมาคมปลานิล เปิดเผยว่า ภาพรวมผลผลิตปลานิลของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 260,000-270,000 ตันต่อปี โดยปีนี้คาดว่าผลผลิตยังใกล้เคียงระดับเดิม ขณะที่พื้นที่เพาะเลี้ยงกระจายอยู่เกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ
จากข้อมูลสถิติการประมงแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2568 ของกรมประมง พบว่า ปลานิลเป็นปลาน้ำจืดสำคัญของไทย โดยปริมาณผลผลิตเพิ่มจากประมาณ 200,000 ตันในปี 2559 มาอยู่เหนือระดับ 260,000-270,000 ตันในปี 2568 และคิดเป็นมากกว่า 50% ของผลผลิตปลาน้ำจืดทั้งหมดของประเทศ ซึ่งมีปริมาณเกือบ 500,000 ตัน
ปัญหาสำคัญที่เกษตรกรเผชิญในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เกิดจากฝั่งการผลิต แต่เกิดจากฝั่งตลาดเป็นหลัก โดยมีปัจจัยสะสม 2 เรื่องสำคัญ
เรื่องแรก คือ การปิดด่านชายแดนตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคมของปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปลานิลที่เคยส่งออกไปยังตลาดประเทศเพื่อนบ้านไม่สามารถระบายออกไปได้ตามปกติ
อีกปัจจัยคือ การเดินทางกลับประเทศของแรงงานกัมพูชาจำนวนหลายแสนคน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลุ่มผู้บริโภคปลานิลโดยตรง ทำให้ความต้องการบริโภคในประเทศหายไปบางส่วน
เมื่อปลายังอยู่ในระบบแต่ตลาดรับซื้อหดตัว จึงเกิดแรงกดดันต่อราคา ส่งผลให้ราคาปลานิลลดลงประมาณ 30-40%
“ผลผลิตยังคงทรงตัว แต่สิ่งที่เกษตรกรอยากสะท้อนคือ ราคาปลานิลลดลงมาก สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยฝั่งการตลาดเป็นหลัก ไม่ใช่ปัญหาด้านการผลิต”
ล่าสุดสถานการณ์ราคาเริ่มฟื้นตัว หรือ Recover ดีขึ้นในระดับหนึ่ง หลังจากราคาปลานิลอยู่ในภาวะอ่อนตัวต่อเนื่องมาประมาณ 1 ปี
สำหรับประเด็นปลาหมอคางดำ นายอมรกล่าวว่า ในด้านการผลิตปลานิลไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง หากมีผลกระทบก็เป็นเพียงผลทางอ้อมต่อฝั่งตลาด
เนื่องจากมีการนำปลาหมอคางดำที่จับได้จากธรรมชาติไปจำหน่ายตามตลาดนัดต่างจังหวัดในราคาประมาณ 15-20 บาทต่อกิโลกรัม จึงอาจถูกนำไปบริโภคทดแทนปลานิลบางส่วนในกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับราคา
อย่างไรก็ตาม ปริมาณปลาหมอคางดำที่นำมาจำหน่ายเพื่อบริโภคสดหรือแปรรูปเป็นปลากระป๋องยังมีสัดส่วนไม่มาก เพราะปลาหมอคางดำส่วนใหญ่ที่จับได้ถูกส่งเข้าโรงงานเพื่อแปรรูปเป็นปลาป่นสำหรับผลิตอาหารสัตว์
ดังนั้น ปลาหมอคางดำจึงยังไม่ได้เข้ามาทดแทนหรือแย่งตลาดปลานิลอย่างมีนัยสำคัญ
นายอมรกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐว่า ที่ผ่านมายังไม่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสถานการณ์ตลาดได้อย่างชัดเจน เช่น การจัดกิจกรรมของกระทรวงพาณิชย์ผ่านโครงการธงฟ้า และการสนับสนุนงบประมาณจังหวัดละ 50,000 บาท ซึ่งยังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดปลานิลได้
สิ่งที่เกษตรกรต้องการคือ การเข้ามาช่วยแก้ปัญหาฝั่งการตลาดและเร่งระบายสินค้าอย่างตรงจุด เพื่อไม่ให้ปลาค้างอยู่ในระบบจนกดดันราคา และป้องกันไม่ให้เกษตรกรขาดสภาพคล่อง
หากสถานการณ์ยืดเยื้อจนพ่อค้าไม่เข้าจับปลาในฟาร์ม เกษตรกรจะต้องแบกรับต้นทุนการเลี้ยงต่อเนื่อง และอาจเผชิญปัญหาเงินทุนหมุนเวียน
สมาคมปลานิลจึงมองว่า การแก้ปัญหาด้านการตลาดเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมปลานิลในเวลานี้ โดยภาครัฐจำเป็นต้องเร่งหาแนวทางระบายผลผลิตและสร้างตลาดรองรับให้สอดคล้องกับปริมาณผลผลิตที่มีอยู่ เพื่อพยุงราคาและลดความเสี่ยงให้กับเกษตรกร