เปิดปม ‘กะเพราแก้วจุรี’ ไบโอไทยตั้งคำถามทุนวิจัย ม.เกษตรฯ-สิทธิคุ้มครอง 4 พันธุ์ของซีพีแรม
ประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI เปิดข้อมูลไทม์ไลน์การสนับสนุนงานวิจัยกะเพราของบริษัท ซีพีแรม จำกัด ให้แก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในช่วงปี 2563-2566 ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการพัฒนา “กะเพราแก้วจุรี” ก่อนที่บริษัทจะยื่นคำขอและได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่รวม 4 พันธุ์ในปี 2567
ไบโอไทยได้ตั้งคำถามผ่านโพสต์เฟซบุ๊กว่า กะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 พันธุ์มีความเกี่ยวข้องกับผลงานจากโครงการวิจัยที่บริษัทสนับสนุนทุนให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มากน้อยเพียงใด รวมถึงใครเป็นเจ้าของผลงานวิจัย มีข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์อย่างไร และมหาวิทยาลัยของรัฐได้รับผลตอบแทนจากการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือไม่
อย่างไรก็ตาม ไบโอไทยระบุด้วยว่า ความคาบเกี่ยวของช่วงเวลาระหว่างการสนับสนุนทุนวิจัยกับการพัฒนาพันธุ์ “ยังไม่ใช่หลักฐานยืนยันความเป็นเจ้าของผลงาน” แต่เห็นว่าเป็นประเด็นที่ควรมีข้อมูลชี้แจงเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างงานวิจัยของมหาวิทยาลัยรัฐกับการถือสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของภาคเอกชน
เปิดไทม์ไลน์ 2563-2567
ข้อมูลที่ไบโอไทยนำมาเผยแพร่ระบุว่า บริษัท ซีพีแรม จำกัด สนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์กะเพราแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์รวม 4 ระยะ ระหว่างปี 2563-2566
ในปี 2563 เริ่มมีการพัฒนากะเพราแก้วจุรีจากกะเพราพื้นเมือง CPR1 ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จากนั้นในปี 2565 มีการปลูกทดสอบพันธุ์ทั้งในพื้นที่มหาวิทยาลัยและแปลงของบริษัท
ปี 2566 บริษัท ซีพีแรม จำกัด ยื่นคำขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ กะเพราแก้วจุรีจำนวน 4 พันธุ์ ก่อนจะได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองครบทั้ง 4 พันธุ์ในปี 2567
จากข้อมูลกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ที่ไบโอไทยนำมาเผยแพร่ ระบุว่า พันธุ์แก้วจุรี01 ได้รับทะเบียนเลขที่ 0895/2567 เริ่มคุ้มครองวันที่ 12 มีนาคม 2567 ถึงวันที่ 11 มีนาคม 2579
ส่วนแก้วจุรี02 เลขทะเบียน 0911/2567 แก้วจุรี03 เลขทะเบียน 0912/2567 และแก้วจุรี04 เลขทะเบียน 0913/2567 เริ่มได้รับความคุ้มครองวันที่ 24 พฤษภาคม 2567 และสิ้นสุดวันที่ 23 พฤษภาคม 2579
จุดกำเนิดระบุ “ม.เกษตรฯ กำแพงแสน”
รายละเอียดคำขอของกะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 พันธุ์ที่นำมาเผยแพร่ระบุแหล่งที่มาว่า “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน” และใช้กะเพราพันธุ์พื้นเมือง CPR1 เป็นพันธุ์เริ่มต้น
กรรมวิธีพัฒนาพันธุ์ใช้วิธีชักนำเพิ่มจำนวนชุดโครโมโซมด้วยสารเคมี ร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน 2563
กระบวนการเริ่มจากนำเมล็ดพันธุ์ CPR1 มาฟอกฆ่าเชื้อและเพาะเลี้ยงบนอาหารสังเคราะห์ในสภาพปลอดเชื้อ จากนั้นใช้สารเคมีชักนำให้เพิ่มจำนวนชุดโครโมโซม และตรวจสอบปริมาณ DNA ด้วยเทคนิค Flow Cytometry เพื่อคัดเลือกต้นที่มีจำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้น
เดือนธันวาคม 2563 จึงนำต้นที่ได้ออกปลูกในโรงเรือนทดลอง ก่อนพบลักษณะขนาดใบและกลิ่นตามวัตถุประสงค์
ทดสอบทั้งมหาวิทยาลัย-แปลงซีพีแรม
อีกจุดหนึ่งที่ไบโอไทยหยิบขึ้นมาตั้งข้อสังเกตคือ ขั้นตอนการทดสอบพันธุ์ในช่วงเดือนเมษายน-กันยายน 2565 มีการดำเนินการใน 2 สถานที่
แห่งแรกคือแปลงทดลองของศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม
อีกแห่งคือแปลงทดลองของบริษัท ซีพีแรม จำกัด สำนักงานใหญ่ ตำบลระแหง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี
หลังจากนั้น บริษัทได้ทยอยยื่นคำขอรับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยพันธุ์แก้วจุรี01 ยื่นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 ส่วนแก้วจุรี02-04 ยื่นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2566
ไบโอไทยตั้ง 3 คำถาม “เจ้าของงานวิจัยคือใคร”
จากไทม์ไลน์ดังกล่าว ไบโอไทยตั้งคำถามสำคัญว่า กะเพราแก้วจุรีทั้ง 4 พันธุ์เป็นผลผลิตที่เกิดจากโครงการวิจัยที่ซีพีแรมสนับสนุนทุนให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์หรือไม่
หากเป็นผลจากโครงการดังกล่าว ประเด็นถัดมาคือ ใครเป็นเจ้าของผลงานวิจัยและสิทธิที่เกิดจากงานวิจัย มีการกำหนดข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างผู้ให้ทุนกับมหาวิทยาลัยอย่างไร และมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นสถาบันของรัฐได้รับผลตอบแทนจากการนำผลงานไปใช้เชิงพาณิชย์ในรูปแบบใด
อย่างไรก็ดี จากข้อมูลที่ไบโอไทยนำมาเผยแพร่ในขณะนี้ ยังไม่ปรากฏรายละเอียดของสัญญาให้ทุนวิจัย ข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา หรือข้อตกลงแบ่งผลประโยชน์ระหว่างซีพีแรมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงยังไม่สามารถสรุปจากข้อมูลชุดนี้เพียงอย่างเดียวได้ว่า สิทธิในผลงานวิจัยถูกกำหนดไว้อย่างไร
มาตรา 19 กำหนดเปิดที่มา-ชื่อนักปรับปรุงพันธุ์
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งมาตรา 19 กำหนดรายละเอียดที่ต้องมีในคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่
ประกอบด้วยชื่อพันธุ์และลักษณะสำคัญ ชื่อนักปรับปรุงพันธุ์ที่มีส่วนร่วม ที่มาและสารพันธุกรรมที่ใช้ วิธีการปรับปรุงพันธุ์ ตลอดจนคำรับรองว่าจะส่งมอบส่วนขยายพันธุ์และสารพันธุกรรมให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
ในกรณีที่นำพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไป พันธุ์พืชป่า หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของพันธุ์ดังกล่าวมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์เพื่อประโยชน์ทางการค้า มาตรา 19 ยังระบุถึง “ข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์” เป็นหนึ่งในรายการประกอบคำขอ
สิทธิ 4 พันธุ์ยาวถึงปี 2579
ข้อมูลที่นำมาเผยแพร่ระบุว่า การได้รับความคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ทำให้ผู้ทรงสิทธิมีสิทธิตามกรอบที่ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 กำหนดต่อพันธุ์ที่ได้รับการจดทะเบียน จนกว่าสิทธิจะสิ้นสุดในปี 2579
จุดนี้กลายเป็นอีกประเด็นที่ไบโอไทยนำไปเชื่อมโยงกับการถกเถียงเรื่องการปรับกฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช หากประเทศไทยนำหลักของ UPOV 1991 มาใช้
โดยไบโอไทยแสดงข้อกังวลว่า ขอบเขตสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์ภายใต้ระบบดังกล่าวอาจกว้างขึ้น และส่งผลต่อแนวทางการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร รวมถึงกรณีพันธุ์ที่พัฒนาต่อเนื่องจากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง หรือ Essentially Derived Varieties (EDV)
โยงข้อถกเถียง UPOV 1991
ไบโอไทยยกตัวอย่างผลกระทบที่กังวลว่าอาจเกิดขึ้น หากมีการนำหลัก UPOV 1991 มาใช้ ตั้งแต่กรณีเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ การแบ่งเมล็ดให้เกษตรกรรายอื่น ตลอดจนการนำพันธุ์ที่เกิดการกลายพันธุ์ไปพัฒนาต่อหรือผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย
นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตไปถึงขอบเขตสิทธิที่อาจเชื่อมโยงไปถึงผลผลิตที่ได้จากพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง หากกฎหมายภายในกำหนดขอบเขตในลักษณะดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ข้อความที่ระบุว่าเกษตรกร พ่อค้า หรือร้านอาหาร “อาจผิดกฎหมาย” หรือราคาผัดกะเพราจะ “แพงขึ้นแน่นอน” เป็นข้อประเมินและข้อกังวลของไบโอไทยต่อผลที่อาจเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายในอนาคต ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายไทยในปัจจุบัน
ปมสำคัญยังอยู่ที่ “สัญญาวิจัย”
สำหรับกรณีกะเพราแก้วจุรี ประเด็นที่ต้องแยกออกจากการถกเถียง UPOV 1991 คือเรื่องสิทธิในงานวิจัยระหว่างมหาวิทยาลัยกับผู้ให้ทุน
เพราะข้อมูลที่มีอยู่ขณะนี้แสดงให้เห็นเพียงว่า มีช่วงเวลาของการสนับสนุนงานวิจัยตั้งแต่ปี 2563-2566 ขณะที่ข้อมูลคำขอคุ้มครองพันธุ์ระบุว่า การพัฒนาพันธุ์เริ่มในเดือนเมษายน 2563 มีการทดสอบทั้งในมหาวิทยาลัยและแปลงของบริษัทในปี 2565 ก่อนยื่นขอรับความคุ้มครองในปี 2566
แต่ข้อมูลดังกล่าวเพียงลำพังยังไม่ตอบว่า ใครเป็นผู้ถือสิทธิในผลงานวิจัย นักวิจัยหรือมหาวิทยาลัยมีส่วนในสิทธิอย่างไร และสัญญาให้ทุนกำหนดการแบ่งปันผลประโยชน์ไว้ในรูปแบบใด
จึงทำให้ “สัญญาวิจัย-ข้อตกลงทรัพย์สินทางปัญญา-การแบ่งปันผลประโยชน์” ระหว่างซีพีแรมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นเอกสารสำคัญที่จะตอบข้อสงสัยที่ไบโอไทยหยิบยกขึ้นมาได้ตรงที่สุด