เกษตรฯ ใช้ Big Data คุมเกมผลผลิต ดัน Sandbox ข้าว-มัน เชื่อมพาณิชย์หาตลาด
กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้า Sandbox ข้าวและมันสำปะหลัง เริ่มปี 2570 เชื่อม Big Data เทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ การปรับปรุงพันธุ์ ชีวภัณฑ์ และการลดคาร์บอน พร้อมประสานอุตสาหกรรม-พาณิชย์ต่อยอดแปรรูปและหาตลาด ขณะที่พยากรณ์ปี 2569-2570 พบสินค้าเกษตร 7 ชนิดผลผลิตเพิ่ม และอีก 7 ชนิดลดลง โดยข้าวนาปี 2569/70 คาดลด 2.34% ส่วนมันสำปะหลังปี 2570 เพิ่ม 1.85%
นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพข้อมูลปริมาณการผลิตสินค้าเกษตร ครั้งที่ 3/2569 ว่า ท่ามกลางสถานการณ์ที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับการสำรองอาหาร รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือ Big Data ด้านการเกษตร
โดยได้คัดเลือก “ข้าว” และ “มันสำปะหลัง” เป็นสินค้านำร่องในรูปแบบ Sandbox เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการผลิตกับเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ การปรับปรุงพันธุ์พืช การใช้ชีวภัณฑ์ และการลดการปล่อยคาร์บอนในพื้นที่แปลงใหญ่
พร้อมประสานกระทรวงอุตสาหกรรมพัฒนาการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และกระทรวงพาณิชย์จัดหาตลาดรองรับ เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าแก่เกษตรกร
นายรพีภัทร์กล่าวว่า ได้มอบหมายกรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว และกรมวิชาการเกษตร เร่งกำหนดพื้นที่นำร่องและเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2570 โดยใช้งบประมาณปกติที่มีอยู่
พร้อมประสานสมาคมผู้ส่งออกข้าว สมาคมโรงสีข้าว และภาคเอกชนเข้ามาร่วมสนับสนุนพื้นที่และการดำเนินงาน ควบคู่กับการจัดเก็บข้อมูลต้นทุน ผลผลิต การลดการใช้สารเคมี และการจัดการดินและน้ำ
ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประเมินผลเพื่อเตรียมขยายโครงการภายใต้แผนงบประมาณปี 2571 รวมถึงพิจารณาต่อยอดไปยังกลุ่มผักและผลไม้ในระยะต่อไป
สำหรับภาพรวมข้อมูลการผลิตสินค้าเกษตร ข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2568/69 มีผลผลิต 26.431 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลง 2.14% และมีพื้นที่เพาะปลูก 60.744 ล้านไร่ ลดลง 1.29% จากราคาข้าวเปลือกที่ลดลง ต้นทุนการผลิตสูง และผลกระทบจากอุทกภัย
ส่วนสับปะรดปัตตาเวีย ปี 2568 มีผลผลิต 1.252 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 16.61% จากการขยายพื้นที่เพาะปลูก ขณะที่ยางพารามีผลผลิต 4.830 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 0.40% แม้พื้นที่กรีดยางลดลง แต่ผลผลิตต่อไร่ปรับตัวดีขึ้น
ผลพยากรณ์ ณ เดือนตุลาคม 2569 พบสินค้าเกษตร 7 ชนิดมีแนวโน้มผลผลิตเพิ่มขึ้น ได้แก่ มะพร้าวผลแก่ กาแฟ สับปะรดปัตตาเวีย มันสำปะหลังโรงงาน ข้าวนาปรัง ยางพารา และกุ้งกุลาดำ
โดยมันสำปะหลังโรงงาน ปี 2570 คาดมีผลผลิต 24.633 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 1.85% ข้าวนาปรัง ปี 2570 คาดมีผลผลิต 8.13 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้น 1.57%
มะพร้าวผลแก่ ปี 2569 คาดมีผลผลิต 638.834 ล้านผล เพิ่มขึ้น 7.63% กาแฟ ปี 2570 คาดมีผลผลิต 19,128 ตัน เพิ่มขึ้น 4.25% และสับปะรดปัตตาเวีย ปี 2569 คาดมีผลผลิต 1.283 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 2.50%
ขณะที่สินค้าเกษตรอีก 7 ชนิดมีแนวโน้มผลผลิตลดลง ได้แก่ ปลานิล ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กุ้งขาวแวนนาไม ข้าวนาปี ปลาดุก และถั่วเหลือง
ปาล์มน้ำมัน ปี 2569 คาดมีผลผลิต 20.183 ล้านตัน ลดลง 3.02% จากสภาพอากาศร้อน ฝนทิ้งช่วง และต้นทุนปุ๋ยสูง ส่วนข้าวนาปี ปีเพาะปลูก 2569/70 คาดมีผลผลิต 25.813 ล้านตันข้าวเปลือก ลดลง 2.34%
นายรพีภัทร์กล่าวว่า ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลพยากรณ์ผลผลิตไปเตรียมมาตรการรองรับล่วงหน้า โดยเฉพาะข้าวนาปรัง ต้องพิจารณาพื้นที่เพาะปลูกตามสถานการณ์และปัจจัยเสี่ยงในแต่ละพื้นที่
ขณะที่ปาล์มน้ำมัน แม้ราคาปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ดี แต่จากการคาดการณ์ว่าผลผลิตอาจลดลงประมาณ 3% จึงยังต้องติดตามความผันผวนของตลาดอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อเกษตรกร
นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและศัตรูพืช การเตรียมชีวภัณฑ์ให้เพียงพอ การลดใช้สารเคมี และการจัดการตอซังข้าวเพื่อลดการเผาและปัญหาฝุ่น PM2.5
พร้อมกำชับกรมวิชาการเกษตรตรวจสอบคุณภาพปุ๋ยและสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ป้องกันสินค้าปลอมและไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงร่วมกับภาคเอกชนถ่ายทอดความรู้ผ่านโรงเรียนเกษตรระดับตำบล
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาข้อมูลการผลิตปาล์มน้ำมัน มะพร้าวผลแก่ กาแฟ กระเทียม หอมแดง หอมหัวใหญ่ มันฝรั่ง โคนม และไก่ไข่ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน รองรับการประเมินอุปสงค์-อุปทาน และวางแผนบริหารผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด