นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าไทย และประธานยุทธศาสตร์แรงงานและพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า หอการค้าไทยได้สำรวจความคิดเห็นสมาชิก 1,355 ราย ซึ่งเป็นหอการค้า 76 จังหวัด หอการค้าต่างประเทศ 35 ประเทศ สมาคมการค้า 138 สมาคม ทั้งรายใหญ่และเอสเอ็มอี ต่อการที่รัฐบาลจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 400-425 บาท พบว่า
ร้อยละ 93.9 ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าแรงดังกล่าว เพราะจะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจทั้งห่วงโซ่ และขณะนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะชะลอที่สุดแล้ว จะส่งผลให้ค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นด้วย
หากมีการปรับค่าแรงแบบก้าวกระโดดดังกล่าว จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้น 25-30% สูงที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งอาเซียน เช่น มาเลเซีย ที่ขึ้นเพียง 10% เวียดนามขึ้นเพียง 5% โดยอัตราที่เพิ่มขึ้นจากวันละ 325 เป็น 400 บาท หรือขึ้นวันละ 75 บาท จะทำให้เอกชนต้องจ่ายค่าแรงเพิ่ม 21,000 ล้านบาทต่อปี ส่งผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างค่าแรงทั้งระบบ เงินเดือนรวมถึงค่าครองชีพประชาชนด้วย
สภาหอการค้าไทยจึงเสนอต่อรัฐบาล โดยการปรับค่าแรงขั้นต่ำให้ยึดกลไกการพิจารณาคณะอนุกรรมการพิจารณาอัตราค่าจ้างจังหวัด และคณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ที่มาจากการสรรหาที่แท้จริง และควรเป็นองค์กรอิสระที่สามารถประเมินตามหลักการและเหตุผล ทั้งนี้ หากมีการขึ้นค่าแรงดังกล่าวจริง ขอให้พิจารณาทักษะฝีมือแรงงาน และให้มีการกำหนดใช้อัตราค่าจ้างแรกเข้าแทนอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่เคยเสนอไว้ต้นปี 2560 เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบระยะยาว
“สภาหอการค้าฯยังคงขอให้มีการทบทวนกับ คกก.ไตรภาคีอย่างสมเหตุสมผลและเหมาะสมก่อน ท้ายที่สุดแล้ว ผมไม่ได้บอกว่าขึ้นไม่ได้ แต่ต้องขึ้นตามหลักการและเหตุผล และตามศักยภาพของแรงงาน ไม่ควรขึ้นตามนัยยะการเมือง”
ด้าน ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ค่าแรงที่ถูกช็อกด้วยระบบไม่มีต้นทางที่มา เป็นการบิดเบือนโครงสร้างต้นทุน การจ้างงาน การปรับอัตราค่าจ้างสูงเกินความจำเป็นโดยทันที ผู้ประกอบการปรับตัวไม่ทัน จะเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจและการลงทุน เพราะขณะนี้ไทยยังเผชิญกับความผันผวนทั้งค่าเงิน สงครามการค้า จึงยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม