Skip to content

SUZUKI FRONX ดุดัน เกินตัว ช่วงล่างเนียนกริบ

07 มิ.ย. 2569 | 07:17น.
SUZUKI FRONX ดุดัน เกินตัว ช่วงล่างเนียนกริบ
คอลัมน์ : เทสต์ คาร์
ผู้เขียน : วุฒิณี ทับทอง

ซูซูกิ ฟรองซ์ (SUZUKI FRONX) มีให้เลือก 2 เครื่องยนต์ ได้แก่ รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร (K 15B) ที่มอบกำลังสูงสุด 105 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 138 นิวตันเมตร

และรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.5 ลิตร (K 15C) ไมล์ไฮบริด ที่กำลังสูงสุด 101 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 135 นิวตันเมตร

เบ็ดเสร็จ ซูซูกิ ฟรองซ์ ทำตลาดในบ้านเรามี 3 รุ่นย่อย ได้แก่ เครื่องยนต์ K 15B 1 รุ่น ได้แก่ รุ่น GL จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ราคา 689,000 บาท

เครื่องยนต์ K 15C มี 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น GLX เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ราคา 749,000 บาท และ รุ่น GLX PLUS เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ราคา 799,000 บาท

รายละเอียดของแต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันไปตามออปชั่นที่ใส่ให้มาพอตัว และเพียงพอกับรูปแบบการใช้งาน

รุ่นที่เรานำมาทดสอบเป็นรุ่นท็อป GLX PLUS มีมาครบ ทั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต พร้อมแพดเดิลชิฟต์, จอมอนิเตอร์แบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย, ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ช่องเชื่อมต่อยูเอสบี

กระจกไฟฟ้า 4 บาน มีระบบ Keyless Push Start ห้องโดยสารตอนหลังมีช่องแอร์ และยูเอสบีไว้ให้ เบาะนั่งหนังสังเคราะห์ พื้นที่ภายในห้องโดยสาร ถือว่ามีเหลือ หากบรรทุกผู้โดยสาร 4 อัตรา (รวมคนขับ) แต่ถ้ามีคนที่ 5 ขึ้นมาด้วย ที่เบาะหลังอาจจะมีความอบอุ่นเพิ่มขึ้นได้เบียดกันพอประมาณ

หน้าตาของรถคันนี้ ซูซูกิออกแบบมาได้ลงตัว ให้ความรู้สึกถึงความปราดเปรียวและคล่องตัว

“ประชาชาติธุรกิจ” นำรถคันนี้มาทดสอบ เพื่อดูความคล่องตัว การตอบสนองกับรูปแบบการใช้งาน ของการขับขี่ในเมือง และวิ่งกันยาว ๆ กรุงเทพฯ-พัทยา-กรุงเทพฯ

ต้องบอกว่า ซูซูกิตั้งใจเซตเครื่องยนต์ของรถคันนี้ให้ออกตัวแบบปรู๊ดปร๊าด โดย ทอร์คมาตั้งแต่ตีนต้นกดคันเร่งเบาๆ รถพุ่งตัว สไตล์ดุดัน บางจังหวะแอบรู้สึกว่าแรงเกินไป

ยิ่งช่วงเจอรถติด ขยับเคลื่อนรถไปทีละน้อย ต้องตั้งสติเตือนตัวเองเล็กน้อย แต่เมื่อใช้งานรถคันนี้ปรับตัวคนให้เข้ากับบุคลิกรถแล้วก็ถือว่ารับได้

ยังมาพร้อมเทคโนโลยี SMART HYBRID VEHICLE ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนช่วยเสริมการทำงานของเครื่องยนต์ ทำให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในเรื่องความประหยัดและจังหวะการออกตัว ต้องบอกว่าบุคลิกของรถคันนี้ทำได้ดี ในจังหวะวิ่งทางตรงยาว ๆ เครื่องยนต์ตอบสนองได้ดี พวงมาลัยคุมได้ง่าย เหมาะสำหรับคนที่ขับไปเรื่อย ๆ

บางจังหวะกดเรียกความเร็ว เครื่องยนต์ค่อย ๆ ไล่ระดับ รีดความเร็วขึ้นมาได้ดี แม้จะวิ่งด้วยความเร็ว แต่เนื่องจากขนาดของตัวรถมีความกะทัดรัด ในสไตล์รถ B-SUV อีกส่วนที่ต้องชมคือการเซตอัพช่วงล่าง ถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ กับการยึดเกาะถนนบนความเร็ว รวมถึงการดูดซับแรงสั่นสะเทือนทำได้ดี จังหวะตึงตัง ความกระด้างของช่วงล่างถือว่ามีน้อยมาก โดยเฉพาะช่วงขึ้นคอสะพาน ช่วงล่างเนียนกริบ

ส่วนระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ซูซูกิเขาก็จัดมาให้เต็ม ทั้งระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ จอแสดงข้อมูลการขับขี่ที่กระจกบังลมหน้า ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง

ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง ระบบป้องกันรถออกนอกช่องทาง ระบบเตือนเมื่อรถส่าย ระบบเตือนสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา ระบบกระจายแรงเบรก ระบบเสริมแรงเบรก ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน ระบบเตือนเมื่อรถเคลื่อนผ่านขณะถอยหลัง ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา เซ็นเซอร์ให้ถอยหลังพร้อมสัญญาณเตือน รวมถึงกล้องมองหลัง มีถุงลม 6 ตำแหน่ง คานกันกระแทกด้านหน้า เบรกเอบีเอส ไฟเบรกดวงที่ 3 สัญญาณเตือนภัย จุดล็อกที่นั่งเด็ก

ตลอดการทดสอบครั้งนี้ตั้งใจนำรถซูซูกิ ฟรองซ์ วิ่งทั้งในเมือง-นอกเมือง ความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน 110 กิโลเมตร จากจุดสตาร์ตเรือนไมล์ที่น้ำมันเต็มถัง ตัดสินใจกัดฟันวิ่งยาว ๆ จนนํ้ามันขึ้นเตือนขีดแดง

ความเซอร์ไพรส์คือ ซูซูกิ ฟรองซ์ เมื่อรถเตือนอัตราน้ำมันในถังใกล้จะหมด ไฟแดงขึ้นเตือนแล้ว รถคันนี้ยังแจ้งเตือนต่อถึงสถานีบริการน้ำมันที่อยู่ใกล้ที่สุด

ถือเป็นความใส่ใจเล็กน้อยของซูซูกิ ในความตั้งใจดูแลลูกค้าอย่างแท้จริง แต่เราจะกดหาสถานีบริการน้ำมันได้ก็ต่อเมื่อเราเชื่อมต่อระบบนำทางกับสมาร์ทโฟนไว้แล้วเท่านั้น ถือว่าดี

เบ็ดเสร็จเราวิ่งไปได้ 489 กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลืองแสดงตามข้อมูลหน้าจออยู่ที่ 17.1 กิโลเมตรต่อลิตร

จัดว่าพอรับได้