ส้มหล่น “ศรีตรัง” หลัง “ท็อป โกลฟ” ผู้ผลิตถุงมือยางเบอร์ 1 โลกอ่วม คนงานเกือบพันติดโควิด-19 ต้องปิดโรงงานด่วน 28 แห่ง คาดผู้นำเข้าหันหาออร์เดอร์ไทย ดันราคาถุงมือยางพุ่งพรวด
รายงานข่าวจากกลุ่มศรีตรังโกลฟส์ หลังจากที่เกิดกรณีนายอิสมาอิล ซาบรี ยาค็อบ รัฐมนตรีอาวุโสความมั่นคงของมาเลเซีย แถลงปิดการผลิตชั่วคราวของโรงงานผลิตถุงมือยาง “ท็อป โกลฟ” โรงงานผลิตถุงมือยางขนาดใหญ่ที่สุดในโลกจำนวน 28 แห่งในเมืองกลัง รัฐสลังงอร์ หลังพบว่าคนงานอย่างน้อย 1,067 คนมีผลตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็นบวก ซึ่งตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขมีข้อตกลงว่าจะดำเนินการปิดโรงงานดังกล่าวชั่วคราว เพื่อเร่งตรวจหาเชื้อและกักตัวคนงานของโรงงาน “จากประเด็นดังกล่าวทำให้โรงงานถุงมือศรีตรังโกลฟส์ต้องเพิ่มความระมัดระวังในกระบวนการผลิตอย่างเข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19”
อย่างไรก็ตาม การปิดโรงงานผลิตถุงมือยางในรัฐสลังงอร์มีแนวโน้มว่า “ถุงมือยางจะปรับราคาขึ้นแน่นอน” เนื่องจากจำนวนโรงงานผู้ผลิตถุงมือยางลดลง ขณะที่คำสั่งซื้อจากผู้นำเข้าทั่วโลกที่คงสั่งซื้อจากโรงงานของท็อป โกลฟจะต้องหันมาซื้อถุงมือยางจากโรงงานอื่นของโลกรวมถึงศรีตรังด้วย โดยคำสั่งซื้อน่าจะมาในลักษณะเร่งด่วน คาดว่าจะได้ 5-10% ของปริมาณในแต่ละเดือน และเหตุที่รับออร์เดอร์เพิ่มได้ไม่มากเป็นเพราะขณะนี้มีคำสั่งซื้อสำหรับปี 2563 เต็มกำลังการผลิต 28,00-29,000 ล้านชิ้น และมีต่อเนื่องไปถึงไตรมาส 3/2564 แล้ว ซึ่งในปีหน้าโรงงานแห่งใหม่ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 4 แห่งจะทยอยสร้างเสร็จไตรมาสละ 1 โรงงาน คาดว่าจะทำให้ยอดขายถุงมือยางในปี 2564 ขยายตัว 12%
“ตอนนี้เริ่มมีออร์เดอร์ด่วนเข้ามา แต่เราไม่ได้ถามว่าเป็นออร์เดอร์ที่ย้ายมาจากโรงงานท็อป โกลฟหรือไม่ ปัจจุบันท็อป โกลฟเป็นเบอร์ 1 ของโลก มีกำลังการผลิตประมาณ 90 ล้านชิ้น โดยแบ่งเป็นไนไตรล์ 53% รองลงมาคือ ถุงมือยางไร้แป้ง (latex powder free) 19% ถุงมือยางธรรมชาติแบบมีแป้ง (latex powdered) 17% ถุงมือยางทางการแพทย์ (surgical) 8% และอื่น ๆ อีก 2%”