เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
Politics “พิพัฒน์” ร่วมยินดี “วัดพระมหาธาตุฯ” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เร่งโครงข่ายคมนาคมเชื่อม “เส้นทางแห่งศรัทธา” รับนักท่องเที่ยวทั่วโลก
จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
News จับตา 3 ส.ค. ศาลแพ่งไต่สวนคดีฟ้อง “Meta” สภาผู้บริโภคจี้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดภัยโฆษณาปลอม
‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
Politics ‘เท้ง’ ย้ำ ’ปชน.‘ ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยันหนุนแก้เพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิประชาชน
“จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
HR “จักรภพ” หนุน PMAT ดันร่าง พ.ร.บ.วิชาชีพ HR ยกระดับการบริหารคนสู่มาตรฐานสากล
‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Politics ‘ปกรณ์’ เผย กฎหมายเนรเทศฉบับใหม่ ต่างด้าวทำ ‘วิปริต’ ให้กลับประเทศได้ทันที
Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
Tech Synology เตือนภัย Agentic AI เขย่าไซเบอร์ชู ISO 27001 รับมือความเสี่ยงองค์กร
ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
Economic ยกระดับด่านสะเดาแห่งใหม่ หนุนการค้า-เที่ยวชายแดน
เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
Economic เชียงใหม่รับมือเศรษฐกิจซบ ดึง ‘Wellness Summit’ ปลุกเมืองท้ายปี
ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
Economic ส่งออกครึ่งปีหลังเหนื่อย รับมือ ‘ม.301-สงครามรอบใหม่’
ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
Real Estate ทุ่มเวนคืน 8.8 พันล้าน เร่ง ‘วงแหวนรอบ 3’ ฝั่งตะวันออก  
ดูทั้งหมด

เอกชนไทยพร้อม ? ผลิตสินค้า “Made in RCEP”

20 ธ.ค. 2563 | 20:15น.

ผ่านมา 1 เดือนนับจากที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมการประชุมสุดยอดความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ครั้งที่ 4 ผ่านระบบการประชุมทางไกล เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน และได้ลงนามความตกลง RCEP ร่วมกับอีก 14 ประเทศ (ยกเว้นอินเดีย) ด้วยความเชื่อมั่นว่า RCEP จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19

ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเวทีใหญ่สัมมนาประชาพิจารณ์ “เจาะลึกความตกลง RCEP และการเตรียมใช้ประโยชน์-ปรับตัว” โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานเข้าร่วมให้ความคิดเห็นเพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขันก่อนที่ความตกลงจะมีผลบังคับใช้ในกลางปี 2564

ลุ้น 9 ประเทศให้สัตยาบัน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กระบวนการเตรียมบังคับใช้ความตกลง RCEP ขณะนี้ผู้นำประเทศสมาชิกมอบหมายให้เร่งดำเนินการตามกระบวนการภายในของแต่ละประเทศเพื่อให้สัตยาบัน ให้ความตกลงมีผลใช้บังคับโดยเร็ว

ทั้งนี้ ความตกลงจะมีผลใช้บังคับได้ก็ต่อเมื่ออาเซียน 6 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาอีก 3 ประเทศ จากทั้งหมด 15 ประเทศให้สัตยาบัน จากนั้น60 วัน จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

การดำเนินการของประเทศไทยขณะนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงนามเห็นชอบที่จะเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปอยู่ที่สำนักเลขาฯ ครม. หากผ่านการพิจารณาแล้วจะเสนอสู่ที่ประชุมรัฐสภาสมัยประชุมสามัญในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นี้

ขณะเดียวกัน สมาชิกยังคงเปิดโอกาสให้ “อินเดีย” กลับมาเข้าร่วมความตกลง เพราะอินเดียมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มการเจรจาอาร์เซ็ปมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งอินเดียสามารถเข้าเจรจาได้ทันที ขณะที่สมาชิกใหม่ต้องรอหลังความตกลงบังคับใช้ไปแล้ว 18 เดือน

โรดโชว์เสริมการใช้ RCEP

สเต็ปต่อไป กรมจะจัดสัมมนาส่งเสริมการใช้ประโยชน์จาก RCEP สัญจร เริ่มที่ภาคเหนือ จ.พิษณุโลก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุบลราชธานี และภาคใต้ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้มีโอกาสรับทราบข้อมูล และเตรียมเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จาก RCEP

เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า RCEP เป็นความตกลงที่ครอบคลุมตลาดที่มีประชากร 2,200 ล้านคน หรือเกือบ 30% ของประชากรโลก มี GDP รวม 26.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 817.7 ล้านล้านบาท) หรือ 30% ของ GDP โลก และมีมูลค่าการค้ารวม 10.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 326 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 28% ของมูลค่าการค้าโลก

“เมื่อข้อตกลงบังคับใช้แล้วโอกาสที่ไทยจะได้รับ คือ การค้าระหว่างกันง่ายขึ้นมีการปรับพิธีการศุลกากรชัดเจน รวดเร็ว มีการคุ้มครองและอำนวยความสะดวกการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น เพื่อผู้ประกอบการไทยจะได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ ควรเตรียมพร้อมและเร่งปรับตัวเพื่อรองรับการแข่งขัน ศึกษากฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศ’

สินค้าที่ไทยจะได้ประโยชน์ เช่น สินค้าประมง แป้งมันสำปะหลัง สับปะรด น้ำมะพร้าว น้ำส้ม อาหารแปรรูป ผักผลไม้แปรรูป กระดาษ ส่วนประกอบอุปกรณ์ไฟฟ้า พลาสติก เคมีภัณฑ์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เส้นใย เครื่องแต่งกาย รถจักรยานยนต์ เป็นต้น

เตรียมรับมือสินค้าทะลัก

ต่อความกังวลในกรณีเมื่อเปิดตลาดแล้วจะมีสินค้าไหลเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นนั้น กรมอยู่ระหว่างเตรียมมาตรการเยียวยาผลกระทบ โดยการผลักดันการตั้ง “กองทุนเอฟทีเอ” ซึ่งรอข้อสรุปจากการหารือกับกรมบัญชีกลางว่าจะจัดตั้งกองทุนได้อย่างไร

พร้อมพัฒนาระบบติดตามดูแลระมัดระวังทางการค้า เพื่อดูแลสินค้านำเข้าที่จะทะลักเข้ามาหลังจากการเปิดตลาดลดภาษีและกระทบผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งประเด็นนี้ทางกรมการค้าต่างประเทศสามารถบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องสินค้านำเข้าที่เพิ่มขึ้น(เซฟการ์ด) มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด และมาตรการตอบโต้การอุดหนุน (AD/CVD) เป็นต้น

เตรียม Made in RCEP

นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็กซ์เซลเล้นท์ บิสเนส คอร์ปอร์เรชั่น อินเตอร์แนชชั่นแนล จำกัด (อีบีซีไอ) กล่าวว่า หลังจาก RCEP มีผลบังคับใช้ในอนาคตจะเกิดสินค้า made in RCEP ขึ้นมา

ทำให้การส่งออกสินค้าในประเทศสมาชิกได้ง่ายและสะดวก ผู้ประกอบการไทยต้องเตรียมความพร้อมเพื่อใช้ประโยชน์ คือ เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า (rules of origin : ROO) และแหล่งกำเนิดสินค้าแบบสะสม (cumulative rules of origin : CRO) ของอาเซียน

ซึ่งการเปิดตลาดสินค้าใน RCEP จะมีกรอบระยะเวลาแตกต่างกัน แบ่งเป็น 1) สินค้ากลุ่มสัดส่วน 80% ของสินค้าที่ตกลงกัน แบ่งเป็น กลุ่มแรกสินค้าสัดส่วน 65% จะลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ในปีแรก และอีก 15% จะทยอยลดภาษีเป็น 0% ใน 10-15 ปี 2) กลุ่มสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูง อีก 20% จะไม่มีการลดภาษี ขึ้นอยู่กับการเจรจาต่อรอง

“ไม่ใช่ว่าไทยจะได้ประโยชน์จากข้อตกลง แต่ประเทศสมาชิกก็มีโอกาสส่งออกสินค้ามาไทยเช่นกัน สินค้าที่น่ากลัวจะไหลมาที่ไทย เช่น สินค้าจีน และเวียดนาม เนื่องจากราคาถูก สินค้าจากเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่มีต้นทุนถูกและใช้เทคโนโลยีระดับสูง เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือกลุ่มบริการด้านสุขภาพ โลจิสติกส์ ของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ซึ่งเริ่มเข้ามาลงทุนที่ไทยแล้ว ไทยต้องพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้มากขึ้นเพื่อให้แข่งขันได้ ภาครัฐก็ต้องพร้อมสนับสนุนเอกชนไทยด้วย”

เสริมแกร่ง “ระบบหลังบ้าน”

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สรท.ต้องการให้รัฐสนับสนุน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของไทย เช่น การพัฒนากลไกการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เช่น กองทุน FTA ให้เพียงพอ ตรงเป้าหมาย และลดขั้นตอนการเข้าถึงที่มีความซ้ำซ้อน

การส่งเสริมการออกไปลงทุนในประเทศภาคีสมาชิกทั้งการอำนวยความสะดวกสนับสนุนด้านการเงิน ลดค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินท้องถิ่น การเจรจาอนุสัญญาภาษีซ้อน ลดข้อจำกัดและต้นทุนการโอนรายได้กลับเข้าประเทศ

การเร่งรัดระบบรับรอง national single window ให้ครอบคลุม B2G แบบ single submission และเชื่อมโยงกับ ASEAN Single Window กับสมาชิก RCEP การสนับสนุนให้เอกชนเข้าสู่ e-Commerce platform ของสมาชิก เพื่อรองรับโอกาสการค้าแบบ B2C ได้มากขึ้น โครงการ SMEs Pro-active สำหรับค่าธรรมเนียมการใช้ platform และค่าใช้จ่ายการทำการตลาด เป็นต้น

และที่สำคัญต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางรางเชื่อมลุ่มแม่โขง GMS เร่งเจรจาความตกลง CBTA (Cross Border Transport Agreement) เพื่อเพิ่มจำนวนการขนส่งทางถนน และให้รถขนส่งไทยสามารถข้ามแดนไปถึงประเทศสมาชิกอื่น

การเจรจาและสนับสนุนการบินไทยเพื่อเปิดให้บริการ freighter ประจำเส้นทางจากไทยไปยังกลุ่มประเทศสมาชิก RCEP เพื่อเพิ่มปริมาณระวางขนส่งสินค้า ตลอดจนส่งเสริมศักยภาพและโอกาสเป็นศูนย์กลางทางการบินของไทยในภูมิภาค

แท็กที่เกี่ยวข้อง

RCEP ภาคเอกชน