เปิดงานประชุมนักธุรกิจจีนโลก WCEC จุรินทร์ ชู FTA-Mini FTA ดึงนักลงทุน 3 พันคน

จุรินทร์ ประชุมนักธุรกิจจีน

กระหึ่ม พิธีเปิดประชุม WCEC ครั้งที่ 16 “จุรินทร์” เชิญนักลงทุนจีน 3 พันคน ชูจุดแข็งเชื่อมนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้น BRI ลงทุนผลิตในไทย ได้สิทธิเปิดส่งออกในประเทศค้าเอฟทีเอกับ 53 ประเทศในอีก 1-2 ปีนี้ พร้อมประกาศเดินหน้า Mini FTA สุดพิเศษไทย-ยูนนาน ส.ค.นี้

วันที่ 25 มิถุนายน 2566 ในพิธีเปิดการประชุมนักธุรกิจ ชาวจีนโลก ครั้งที่ 16 (The 16th World Chinese Entrepreneur Convention หรือ WCEC) วันอาทิตย์ที่ 25 มิถุนายน 2566 เวลา 09.30-11.30 น. ณ ฮอลล์ 1-2 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

มี พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ รองประธานสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (นายเกา หยุนหลง) ประธานกรรมการหอการค้าไทย-จีน (นายณรงศักดิ์ พุทธพรหมมงคล) ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการชาวจีนโพ้นทะเลแห่งคณะรัฐมนตรี สาธารณรัฐประชาชนจีน (นางเฉิน ซวี่) ประธานหอการค้าสิงคโปร์-จีน และองค์กรเลขาธิการ WCEC (นายเกา เฉวียนชิ่ง) นายกสมาคมนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และประธาน กิตติมศักดิ์ถาวรหอการค้าไทย-จีน (นายธนินท์ เจียรวนนท์)

“ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่หอการค้าไทย-จีน ให้เกียรติเชิญ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวในพิธีเปิดการประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก ครั้งที่ 16 ในวันนี้ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 3,000 คน ประกอบด้วย นักธุรกิจ ชาวไทยเชื้อสายจีน นักธุรกิจชาวจีน และนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล จาก กว่า 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทย และสาธารณรัฐ ประชาชนจีน”

“การประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลก” (หรือ World Chinese Entrepreneurs Convention : WCEC) เป็นเวทีที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ของนักธุรกิจชาวจีนและนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเลจากทั่วโลก ใช้เป็นโอกาสมาพบปะแลกเปลี่ยนข้อมูลและโอกาสทางธุรกิจ การค้า การลงทุน รวมถึงการกระชับความสัมพันธ์และเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน

เป็นที่ทราบกันแล้วว่า นักธุรกิจเชื้อสายจีน และนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆ ที่เข้าไปพักอาศัย นักธุรกิจเชื้อสายจีน และนักธุรกิจชาวจีนโพ้นทะเล มีบทบาทในฐานะสะพานเชื่อมและสายใยเชื่อมสัมพันธ์ ที่สำคัญระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีน กับภาคธุรกิจเอกชนในนานาประเทศ

“ปัจจุบัน จีนก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก (มีประชากร 1,412 ล้านคน) เป็นผู้ส่งออกสินค้าอันดับ 1 และผู้นำเข้าสินค้าอันดับ 2 ของโลก ทำให้ เศรษฐกิจจีนมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศต่าง ๆ ไทยได้เร่งการขับเคลื่อนความสัมพันธ์กับจีนในหลายมิติ โดยการขับเคลื่อนการค้าระหว่างประเทศของไทยภายใต้ความตกลง ทางการค้าที่ทันสมัย ซึ่งรวมถึง เอฟทีเอ อาเซียน-จีน และความตกลง หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP มีสมาชิก 15 ประเทศ มีไทยและจีนอยู่ในนี้”

ไม่เพียงเท่านั้น ไทยขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าในรูปแบบที่มีความยืดหยุ่น หรือที่เรียกว่า การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) ที่ลง ลึกสู่ตลาดเมืองรองของประเทศคู่ค้า ซึ่งเรียกให้เข้าใจง่าย ๆ ว่า “Mini FTA” ปัจจุบันไทยได้ลงนาม Mini FTA ทั้งสิ้น 7 ฉบับ ในจำนวนนี้ จีน (ได้แก่ มณฑลไห่หนาน มณฑลกานซู่ และเมืองเสิ่นเจิ้น) และในเดือนสิงหาคม 2566 จะทำ Mini FTA กับมณฑลยูนนานต่อไป

นอกจากนั้น ยังได้ทำเองทีญี่ปุ่น (เมืองโคฟุ) เกาหลีใต้ (ได้แก่ เมืองปูซาน และจังหวัดคยองกี) อินเดีย (รัฐเตลังคา นา) ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นกลไกสำคัญในการเร่งรัดและกระชับ ความสัมพันธ์ทางการค้าของไทยกับจีนและโลก ให้เติบโตยิ่งขึ้นไป และ

“ประเทศไทยกำลังทำเอฟทีเอกับหลายประเทศ สหภาพยุโรป ยูเออี ปากีสถาน ศรีลังกา และ EFTA จะเสร็จ ในอีก 1-2 ปี รวมแล้ว ไทยจะมีเอฟทีเอ 20 ฉบับ 53 ประเทศทั่วโลก ถ้าท่านมาทำการค้าลงทุนในไทยเท่ากัยจะได้สิทธิประโยชน์ ด้านการค้าและการลงทุนกับประเทศเหล่านี้ด้วย เอฟทีเอทำให้ขีดความสามารถในการแข่งจันไทยดีขึ้น ด้านการค้าระหว้่งประเทศ ไทยขยับดัยดับขึ้นจาก 37 มา 29 และ มีจีนเป็น คู่ค้าอันดับ 1 มา นาน 11 ปี นับจากปี 2013 และที่สำคัญจีนยังมาเป็นผู้ขอรับส่งเสริมการลงทุนในไทยเป็นอันดับ 1”

นายจุรินทร์กล่าวว่าที่ผ่านมาไทยจีนมีนโยบายสอดคล้องกันทั้งการที่ประเทศจีนประกาศนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) การขับเคลื่อนการลงทุน การพัฒนานวัตกรรมสู่ความยั่งยัน ซึ่งหลังจากนี้ทั้งสองประเทศจะร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือความมีพันธฺ์อันแน่นแฟ้น ในฐานะที่ไทยจีนไม่ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน

สำหรับการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะการ ส่งเสริมการลงทุนในเขตพื้นที่ EEC ตลอดจนโอกาสการร่วมลงทุนกับไทย ในอุตสาหกรรมเป้าหมายในระเบียงเศรษฐกิจต่าง ๆ ในต่างประเทศ อัน เกิดจากการกระจายการเจริญเติบโตภายใต้ความร่วมมือระหว่างประเทศ ที่สำคัญ อาทิ “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative : BRI)

นโยบายหลักทางด้านเศรษฐกิจของประเทศจะไม่เปลี่ยนแปลง ประเทศไทยยินดีต้อนรับการค้าการลงทุนจากต่างชาติ ประเทศไทยเป็น ประเทศที่มีเสถียรภาพทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม และมีโครงข่ายของ โครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค

ดังนั้น นักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุน และทำธุรกิจการค้าในประเทศไทย จะได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงาน ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบต่าง ๆ ของประเทศ ไทย อย่างเต็มที่

การจัดประชุมนักธุรกิจชาวจีนโลกในครั้งนี้ เป็นโอกาสและเวลาที่ เหมาะสม ประเทศต่าง ๆ ได้เปิดประเทศเพื่อต้อนรับนักธุรกิจและนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ จึงมีความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง ระหว่างประเทศ และประเทศไทย มีความพร้อมทุก ๆ ด้าน เพื่อต้อนรับ แขกผู้มาเยือน

นอกจากนี้ หอการค้าไทย-จีน ได้จัดโปรแกรมสันทนาการต่าง ๆ ให้กับผู้เข้าร่วมประชุม ส่วนหนึ่งเข้าร่วมโปรแกรมเดินทางศึกษาดูงานและศึกษาลู่ทางโอกาสทางธุรกิจ บางกลุ่มเข้าร่วมโปรแกรมท่องเที่ยวสถานที่ สำคัญ ๆ บางกลุ่มเข้าร่วมโปรแกรมกีฬากอล์ฟ จึงเป็นโอกาสดีที่ผู้เข้าร่วมโปรแกรมเหล่านั้น จะได้เห็นศักยภาพของประเทศไทย ในช่วง เวลาสั้น ๆ นอกเหนือจากการรับฟังข้อมูลและข้อคิดเห็นจากห้อง ประชุมสัมมนา