WHA ลุยสหรัฐกับนายกฯ ประกาศคืนสังเวียนโลก “ดึงลงทุน”

จรีพร จารุกรสกุล
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ในกลุ่มนักธุรกิจไทยที่ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เดินทางเยือนสหรัฐ เพื่อเข้าร่วมประชุม UNGA78 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีหญิงเหล็กจากบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) “จรีพร จารุกรสกุล” ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA เดินทางไปด้วย

นับว่าเป็นก้าวแรกที่ทุนไทยประกาศต่อโลกว่าไทยพร้อมรับการลงทุนแล้ว “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “จรีพร จารุกรสกุล” ถึงการร่วมเดินทางดึงดูดการลงทุนดังกล่าว

Q : เบื้องลึกทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

“การจัดคณะในการเดินทางในครั้งนี้เรียกว่าเร็วมาก และทุกคนที่ไปในทีม ไปถึงเริ่มทำงานเลยโดยไม่ได้พัก เรียกว่าอาบน้ำเปลี่ยนชุดบนเครื่อง ถึงโรงแรมวางกระเป๋าแล้วก็ออกมาปฏิบัติภารกิจเลย ซึ่งในส่วนของเอกชนไม่ได้เดินทางไปพร้อมกับเครื่องบินเช่าเหมาลำของท่านนายกฯ เราไปเองและออกค่าใช้จ่ายเอง

ทั้งค่าเครื่องบิน ค่าที่พัก ไม่ได้ใช้เงินภาครัฐ เพียงแต่เราไปเพราะอยากจะซัพพอร์ตภาครัฐของเรา นักธุรกิจทุกคนไปเพื่อชาติหมด ที่เห็นในรูป ไม่ว่าจะเป็นคุณศุภชัย คุณอาทิตย์ ต่างมองว่าจะไปช่วยกันอย่างไร”

ซึ่งเมื่อเดินทางไปถึง ปรากฏว่านักลงทุนทางสหรัฐชอบ เพราะเราไปทั้งภาครัฐและเอกชน เป็นการประสานงานกันได้ดีมากสำหรับการให้ความมั่นใจกับนักลงทุน ภาพลักษณ์รอบนี้ดีมาก ทางท่านเลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวชมการกล่าวสปีชของท่านนายกฯไทยว่าดีมาก ไม่ว่าจะเป็นสปีชในยูเอ็น หรือสปีชในการเลี้ยงรับรอง ซึ่งท่านนายกฯท่านเปิดเลยว่า ประเทศไทยเปิดรับการลงทุน และพร้อมที่จะกลับมาสู่เวทีโลก

“แนวทางการทำงานลักษณะนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ประสานกันได้ดีสำหรับไทย หลีดโดยภาครัฐ และยังมีเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอไปด้วย เอกชนเองได้นำเสนอสิ่งที่เรามีให้กับภาครัฐเพื่อทำงานร่วมกันต่อไป”

Q : ผลการเดินทาง

ตามที่ทางท่านนายกฯได้ออกข่าวไป ท่านได้ไปพบนักธุรกิจประมาณ 5 บริษัท ส่วนของเราก็ได้พบและประชุมร่วมกับบางบริษัท ซึ่งผลตอบรับที่ออกมาค่อนข้างจะดี

หากมองในภาพรวม จากที่ผ่านมาเคยบอกมาตลอดว่า ช่วงนี้เกิดเรื่อง geopolitic ประเทศไทยก็อยู่ในจุดที่น่าสนใจ ในการที่จะเกิดการย้ายฐานการลงทุนเข้ามา หรือ relocation แต่ที่ผ่านมาเอกชนทำงานกันเหนื่อย พอรัฐบาลชุดใหม่มา ท่านนายกฯ ท่านเห็นความสำคัญมาก ๆ ในเรื่องของการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติ

รวมถึงการเจรจาจัดทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ของไทยที่มีน้อยกว่าเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นอุปสรรคอันหนึ่งของการลงทุน จึงจะเห็นว่าท่านให้แนวทางชัดเจนว่าจะเร่งรัดเรื่องการจัดทำเอฟทีเอต่าง ๆ

“ในการเดินทางไปสหรัฐรอบนี้ ท่านได้พูดชัดเจนเลยว่าให้ความสำคัญกับการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยจะมีการแก้กฎระเบียบต่าง ๆ และเร่งทำเรื่องเอฟทีเอขึ้นมา ซึ่งท่านไม่ใช่เพียงบอกว่าเรามีอย่างนี้คุณจะมาลงทุนไหม แต่ท่านไปแล้วท่านถามเลยว่าคุณ (นักลงทุน) ต้องการอะไร ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอะไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกจุด

เพราะเป็นการออกแบบการสนับสนุนให้ตรงกับสิ่งที่นักลงทุนต้องการ โดยสิ่งที่จะสนับสนุนนั้นอยู่บนพื้นฐานที่ประเทศไทยไม่ได้เสียประโยชน์ เพราะบางครั้งสิ่งที่มีก็อาจจะไม่ใช่สิ่งที่นักลงทุนต้องการ ดังนั้น การไปเพื่อไปฟังว่านักลงทุนต้องการอะไร”

เพราะในส่วนของนักลงทุนก็ต้องตัดสินใจเหมือนกันว่าจะไปประเทศไหน แต่ละบริษัทมีขนาดการลงทุนที่เยอะมาก 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากเข้ามาลงทุนแล้วจะส่งผลดีกับประเทศไทยในระยะยาว เพราะส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนด้านเทคโนโลยี ซึ่งไทยมีระบบโครงสร้างพื้นฐานอยู่แล้ว และบางบริษัทก็มีการติดต่อกับ WHA โดยตรงอยู่แล้ว เพื่อเข้ามาซื้อที่ในนิคม

“บางบริษัทที่รัฐบาลเดิมทำไว้ก็มีการทำต่อเนื่อง ตามที่ท่านนายกฯได้ให้ข่าวไว้ว่า ของเดิมที่รัฐบาลเดิมทำสิ่งที่ดี ๆ เอาไว้ ท่านจะสานต่อ และคณะทำงานชุดเดิมก็ส่งข้อมูลต่อมา ว่ามีการทำเรื่องนี้ถึงเรื่องนี้แล้ว ท่านก็รับข้อมูลต่อมา แล้วก็สานต่อได้เลย และทำงานเร็วมาก”

Q : สิ่งที่นักลงทุนสหรัฐต้องการ

ความต้องการของแต่ละบริษัทที่ไปพบ ก็มีความแตกต่างกันตามรูปแบบการทำธุรกิจ แต่นั่นเป็นสิ่งที่เราจะต้องออกแบบอย่างไร เพื่อให้ตรงกับความต้องการนักลงทุน ซึ่งอะไรที่ประเทศไทยให้ได้ ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์ก็ยินดีทำ

Q : ในฐานะที่ลงทุนนิคมในไทยและเวียดนาม มองว่านักลงทุนเริ่มสนใจกลับมาไทยมากขึ้นหรือยัง

สิ่งที่เราเห็นคือ การเคลื่อนย้ายฐานการลงทุน relocation ออกจากจีน เรายังไม่รู้ว่าจะกินเวลายาวนานกี่ปี ส่วนอันนี้เป็นการดึงการลงทุนที่กำลังต้องการขยายออกมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่แล้ว นี่เป็นเรื่องการขยายการลงทุน ที่เขากำลังเลือกว่าถ้าจะมาอาเซียนจะมาที่ประเทศไหน ดังนั้น การเดินทางไปครั้งนี้จึงเป็นการดีมาก เพราะเปรียบเสมือนการใช้มาตรการเชิงรุกไปพบ

เราเห็นภาพเดิมที่ทุกคนก็รู้อยู่แล้ว ว่ารัฐบาลเวียดนามทำงานเชิงรุก ซึ่งไทยต้องทำอย่างนี้ ต้องมีจีทูจี (รัฐบาลต่อรัฐบาล) เข้ามาช่วย เพราะเอกชนลุยคนเดียวไม่ไหว การดำเนินการโดยหลีดภาครัฐ แล้วเอกชนตามไป เป็นการทำงานที่สอดประสานกัน ทำให้เกิดภาพชัดขึ้น สร้างความมั่นใจกับภาคธุรกิจเราและนักลงทุนด้วย

“เดิมนักลงทุนที่จะมา แล้วเราไม่มีเอฟทีเอกับอียู หรือเอฟทีเอเราน้อยกว่าเพื่อนบ้าน หลาย ๆ บริษัทก็ไปลงทุนที่เพื่อนบ้าน แต่จากนี้ไปก็น่าจะทำให้นักลงทุนเข้ามามากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านปานปรีย์ พหิทธานุกร ท่านเองก็คุ้นกับงานของกระทรวงการต่างประเทศอยู่แล้ว จะทำให้เรื่องนี้เร็วขึ้นจาก 2 ปี เป็น 1.5 ปีจะเห็นภาพชัด ซึ่งเท่าที่ทราบน่าจะมีหลายฉบับที่คุยกัน เช่น ซาอุดีอาระเบีย หรืออียูที่มีการเร่งกันขึ้นมา”

โดยหลังจากนี้จะมีการประชุม APEC ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งในกลุ่มนี้จะมีความตกลงอย่างเดิมในกรอบ CPTPP ที่ไทยไม่ได้ร่วม ซึ่งตรงนี้รัฐบาลคงต้องกลับมานั่งมอง และเตรียมพร้อมในลำดับต่อไปว่า CPTPP จะเป็นอย่างไรต่อไป

ซึ่งแน่นอนว่าเราต้องทำความเข้าใจกับคนในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นที่กังวลอยู่ อย่างในเรื่องเกษตร ว่าจะมีปัญหาหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งเรามั่นใจได้เลยว่าทางภาครัฐให้ความสนใจกับเกษตรกรไทย ต้องการที่จะช่วยให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แก้ปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างจริงจังแน่นอน

WHA

Q : เนกต์สเต็ป หลังจากนี้

หลังจากนี้การทำแผนเพื่อให้สอดรับกับการขับเคลื่อนการลงทุนหลังจากกลับจากสหรัฐ ทราบว่าทางรัฐได้มีการตั้ง working team ในการส่งเสริมการลงทุน ทำงานประสานกันกับบริษัทต่างชาติที่ไปดึงมาลงทุน

ส่วนของภาคเอกชนเองก็ดำเนินการตามสิ่งที่ภาครัฐต้องการให้เราเตรียมพร้อมเรื่องอะไร เราจะสนับสนุนอย่างเต็มที่

“WHA ซึ่งทำเรื่องนิคมอุตสาหกรรม ก็เตรียมที่ดินเอาไว้รองรับ พร้อมทั้งระบบอินฟราสตรักเจอร์ต่าง ๆ ที่นักลงทุนต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงาน เรื่องน้ำ และหลัง ๆ นักลงทุนจะเน้นเรื่องพลังงาน
สะอาดด้วย”

Q : เป้าหมาย WHA ต้องขยับ

ในปีนี้ตัวเลขของ WHA น่าจะดีกว่าที่ประกาศไว้แน่นอน ส่วนผลลัพธ์จากการไปคุยตรงนี้คงจะไม่ได้เร็วขนาดนั้น อาจจะต้องใช้เวลา 1-2 ปี เพราะเม็ดเงินลงทุนมหาศาล แน่นอนว่านักลงทุนจะต้องดูหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งปีหน้าน่าจะเห็นภาพชัดขึ้น

“ปีนี้เราปรับเป้าหมายไปก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อ 1-2 เดือนก่อนจากยอดขายนิคม 1,750 ไร่ เป็น 2,500 ไร่ ในส่วนของโลจิสติกส์ 2 แสนตารางเมตร ซึ่งตอนนี้สถานการณ์กลับมาดีกว่าช่วงก่อนโควิดเราขายที่ดินได้ปีละ 1,000 ไร่ และปีก่อนยังไม่มีนิคมที่เวียดนามเราก็ขายได้ 1,800 ไร่ ตอนนั้นเวียดนามมีดีเลย์จากโควิดจึงไม่สามารถเปิดได้ตามแผน


แต่ปีนี้ยอดที่เวียดนามมาดีมาก เรามีการเซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ เช่น บริษัทลูกของฟ็อกซ์คอนน์ซื้อที่ไป 300 ไร่ และบริษัทอื่น ก็มีการซื้อที่ดิน 400 ไร่เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเฉพาะไทยก็ 2,000 ไร่ จากเป้า 1,200 ไร่ เพราะไทยมีจำนวนนิคมมากกว่า ส่วนเวียดนามปัจจุบันมี 1 นิคม และมีแผนขยายอีก 2 แห่ง”