วางแผนลงทุนให้สมาร์ท รู้จักตัวเองก่อนแล้วเงินจะทำงานให้คุณ
คอลัมน์ : คุยฟุ้งเรื่องการเงิน ผู้เขียน : พิเชฐ เจียรมณีทวีสิน (ทอมมี่)
ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในหมู่นักลงทุนมือใหม่ไม่ใช่การเลือกหุ้นผิดตัว หรือจังหวะเข้าตลาดที่คลาดเคลื่อน หากแต่เป็นการเริ่มต้นลงทุนโดยที่ยังไม่เคยตั้งคำถามกับตัวเองอย่างจริงจัง ว่าตนเองมีสถานะทางการเงินเป็นอย่างไร มีเป้าหมายอะไร และมีข้อจำกัดใดบ้างที่ต้องคำนึงถึง การข้ามขั้นตอนสำคัญนี้ไปอาจนำไปสู่การลงทุนที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของชีวิต และสร้างความเสียหายได้มากกว่าที่คาดไว้
เริ่มต้นจากการรวบรวมข้อมูลตัวเอง
รากฐานของแผนการลงทุนที่ดีคือความเข้าใจในสถานะของตนเองอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานะครอบครัวและภาระความรับผิดชอบ ช่วงอายุและระยะห่างจากวัยเกษียณ ลักษณะอาชีพและความสม่ำเสมอของรายได้ ตลอดจนสินทรัพย์และหนี้สินที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ข้อมูลเหล่านี้ดูเหมือนเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ในทางปฏิบัตินักลงทุนจำนวนมากละเลยการประเมินตรงนี้อย่างจริงจัง ทำให้แผนการลงทุนไม่เข้ากับบริบทชีวิตจริง เช่น ผู้ที่มีบุตรเล็กและผู้ที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่างสม่ำเสมอ ย่อมต้องการกลยุทธ์ที่แตกต่างจากผู้ที่ยังโสดและไม่มีภาระทางการเงิน
กำหนดวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนและวัดผลได้
วัตถุประสงค์ของการลงทุนต้องมีความเฉพาะเจาะจงและสามารถวัดผลได้ เช่น หากต้องการความมั่งคั่ง หรืออยากมีอิสรภาพทางการเงิน ยังไม่เพียงพอต่อการวางแผนที่มีประสิทธิภาพ เป้าหมายที่ดีต้องระบุตัวเลข ระยะเวลา และวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น ต้องการเงินก้อน 3 ล้านบาทเพื่อการศึกษาบุตรในอีก 15 ปี หรือต้องการรายได้ 50,000 บาทต่อเดือนหลังเกษียณอายุ 60 ปี
นักลงทุนหลายรายมีเป้าหมายหลายอย่างพร้อมกัน ซึ่งไม่ใช่อุปสรรค แต่ต้องจัดลำดับความสำคัญและจัดสรรทรัพยากรให้สอดคล้องกัน เนื่องจากเป้าหมายแต่ละอย่างมีระยะเวลาและระดับความเสี่ยงที่รับได้แตกต่างกัน และต้องการกลยุทธ์การลงทุนที่เหมาะสมแตกต่างออกไปด้วย
ทำความเข้าใจสภาพคล่องก่อนตัดสินใจลงทุน
สภาพคล่องคือข้อจำกัดที่มีผลโดยตรงต่อประเภทของสินทรัพย์ โดยสามารถแบ่งเงินออกเป็นสองประเภทหลักตามลักษณะการใช้งาน
“เงินเย็น” หมายถึงเงินที่ไม่มีแผนใช้จ่ายในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า ปราศจากภาระผูกพัน และสามารถรองรับความผันผวนของตลาดได้โดยไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิต เงินประเภทนี้เหมาะสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น เพื่อแลกกับผลตอบแทนระยะยาวที่ดีกว่า
“เงินร้อน” คือเงินที่มีกำหนดการใช้จ่ายในระยะอันใกล้ หรืออาจถูกเรียกใช้โดยไม่คาดการณ์ล่วงหน้า เงินประเภทนี้ไม่ควรนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ขาดสภาพคล่อง หรือมีความผันผวนสูง เนื่องจากหากจำเป็นต้องขายในจังหวะที่ราคาตกต่ำ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้หากมีการวางแผนที่รอบคอบตั้งแต่ต้น
แนวทางที่แนะนำคือการแบ่งเงินออกเป็นก้อนตามวัตถุประสงค์อย่างชัดเจน ได้แก่ เงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 6 เดือนของค่าใช้จ่าย เงินสำหรับแผนระยะสั้น และเงินสำหรับการลงทุนระยะยาว การแบ่งสัดส่วนลักษณะนี้ช่วยป้องกันการนำเงินผิดประเภทไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่เหมาะสม
ภาษีและเงินเฟ้อ : ตัวแปรที่มักถูกมองข้าม
ผลตอบแทนที่แท้จริงจากการลงทุนต้องคำนวณหลังหักภาษีเสมอ เครื่องมือทางการเงินที่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุน SSF (Super Savings Fund), กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund), กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และประกันบำนาญ ล้วนเป็นตัวเลือกที่ควรพิจารณาอย่างจริงจัง เพราะนอกจากจะช่วยบรรลุเป้าหมายระยะยาวแล้ว ยังช่วยลดภาระภาษีเงินได้ในแต่ละปีได้อีกด้วย
เงินเฟ้อเป็นอีกตัวแปรที่มักถูกประเมินต่ำกว่าความเป็นจริง โดยเฉพาะในการคำนวณค่าใช้จ่ายในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น ค่าเล่าเรียนที่ปรับขึ้นปีละ 10% จะเพิ่มเป็นสองเท่าในเวลาเพียง 7 ปี ซึ่งสอดคล้องกับ “กฎ 72” หลักการนี้ระบุว่า หากนำ 72 หารด้วยอัตราการเติบโตต่อปี จะได้จำนวนปีโดยประมาณที่ทำให้มูลค่าเพิ่มเป็นสองเท่า ดังนั้นการประมาณการค่าใช้จ่ายในอนาคตโดยไม่รวมเงินเฟ้ออาจทำให้แผนการเงินที่วางไว้คลาดเคลื่อนอย่างมีนัยสำคัญ
ประเมินความเสี่ยงในสองมิติ
การลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงต้องอาศัยการประเมินอย่างรอบด้านในสองมิติควบคู่กัน ได้แก่ ความสามารถในการรับความเสี่ยง และความเต็มใจในการรับความเสี่ยง
ความสามารถในการรับความเสี่ยงพิจารณาจากปัจจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ระยะเวลาการลงทุน ความสม่ำเสมอของรายได้ ภาระหนี้สิน และสภาพคล่องสุทธิ ส่วนความเต็มใจในการรับความเสี่ยงเป็นปัจจัยเชิงจิตวิทยา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้ลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนได้ในระดับใด โดยไม่กระทบต่อการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ทั้งสองมิตินี้ต้องสอดคล้องกัน เพราะการลงทุนในระดับความเสี่ยงที่เกินความสามารถทางจิตวิทยา มักนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในช่วงที่ตลาดปั่นป่วน
คุณค่าส่วนบุคคลและเงื่อนไขเฉพาะ
นอกเหนือจากปัจจัยทางการเงิน ยังมีเงื่อนไขเฉพาะบุคคลที่ควรนำมาพิจารณาในการวางแผนการลงทุนด้วย แนวคิด ESG Investing (Environmental, Social and Governance) ซึ่งได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในระดับสากล สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับคุณค่าและจริยธรรมส่วนบุคคลด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงธุรกิจที่ขัดต่อหลักศาสนา หรือการไม่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่ขัดต่อจริยธรรมส่วนตัว เงื่อนไขเหล่านี้ล้วนมีความชอบธรรมและควรได้รับการบรรจุไว้ในแผนการลงทุนอย่างเป็นระบบ
บทสรุป
การลงทุนที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มต้นจากการประเมินตนเองอย่างรอบด้านก่อนเสมอ ทั้งในด้านข้อมูลส่วนตัวและครอบครัว ช่วงอายุและแผนเกษียณ ลักษณะรายได้และอาชีพ วัตถุประสงค์การลงทุนที่ชัดเจน ตลอดจนข้อจำกัดและเงื่อนไขเฉพาะต่าง ๆ กระบวนการนี้ไม่ใช่ขั้นตอนที่ควรข้ามผ่าน แต่เป็นรากฐานที่กำหนดว่าแผนการลงทุนทั้งหมดจะยืนหยัดได้หรือไม่ในระยะยาว
เมื่อเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้แล้ว การเลือกสินทรัพย์ประเภทใดและการจัดพอร์ตการลงทุนอย่างไรจึงจะมีความหมายและนำไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างแท้จริง