คอลัมน์ : สัมภาษณ์
หลังจากรับตำแหน่ง “เศรษฐา ทวีสิน” นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินหน้าประกาศนโยบายเปิดรับการลงทุน คืนสู่สังเวียนโลก พร้อมสั่งทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนแผนโรดโชว์ดึงดูดการลงทุนคู่ขนานกับการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อเป็นแม็กเนตดึงดูดการลงทุน “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “วีริศ อัมระปาล” ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการลงทุนประเทศ
มองอนาคตการลงทุนปี’67
“ในปีงบประมาณ 2567 ทาง กนอ.ได้ประมาณยอดขาย/เช่าที่ดินไว้ 3,000 ไร่ สูงกว่าเป้าหมายในปี 2566 ที่วางไว้ 2,500 ไร่ เพราะดูจากภาพรวมการดำเนินงานสะสมในปีงบประมาณ 2566 มีการยอดการขาย/เช่าที่ดินเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มว่าจะเติบโตในลักษณะอย่างนี้อีกจนถึงไตรมาส 3-4 ของปี 2567”
โดยกลุ่มนักลงทุนที่จะเข้ามาในปี 2567 คาดว่าจะเป็นนักลงทุนชาวจีน เพราะมองว่าเราเป็นพื้นที่แข่งขันระหว่างสหรัฐ อย่างรถยนต์ไฟฟ้า 2 ค่าย Tesla กับ BYD ที่หั่นราคากันเป็นแสน รวมถึงนักลงทุนญี่ปุ่นกับไต้หวันที่ขยายฐานการผลิตจากจีนมาไทย
และเมื่อไม่นานมานี้ก็ได้มีกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ชาวไต้หวันเดินทางมาพบกับ กนอ. เพื่อเจรจาสร้างนิคมอุตสาหกรรมสำหรับไต้หวันโดยเฉพาะ ประมาณ 600-1,000 ไร่ ซึ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมอัจฉริยะที่จะช่วยยกระดับเลเวลของอุตสาหกรรมเราไปอีก
นอกจากนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น และไต้หวันแล้ว ยังมีกลุ่มยุโรป ที่ให้ความสนใจมาลงทุน จากปัญหาด้านพลังงานและค่าแรงสูงมากในยุโรปจึงสนใจมา เช่นกันกับวันก่อนได้พบนักลงทุนเยอรมันก็ให้ความสนใจ และยืนยันว่ามีหลายบริษัทที่พร้อมเข้ามาขยายการลงทุน และล่าสุดวันที่ 4 ต.ค. 2566 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิสาหกิจและการผลิตอิตาลีได้เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ในอนาคตอาจจะมีนิคมในด้านป้องกันและทหารก็เป็นได้
ลุยโรดโชว์
โดย กนอ.เตรียมแผนโรดโชว์ในไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2567 (ไตรมาส 4 ปี 2566) โดยเตรียมไปประเทศญี่ปุ่นในสัปดาห์หน้า เพื่อไปทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับหน่วยงาน รวมถึงจับคู่พันธมิตรกับบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องการเข้ามาลงทุนในไทย และในช่วงสิ้นปีนี้อาจเดินทางไปเยอรมนี เพื่อศึกษาเรื่องยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเทคโนโลยีไฮโดรเจนที่อาจจะมาลงทุนในเมืองไทย
“หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนพยายามดึงนักลงทุนเข้ามาเรื่อย ๆ คาดว่าบรรยากาศการลงทุนในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าสดใสอย่างแน่นอน ตอนนี้ทาง กนอ.จึงต้องพยายามหาพื้นที่ที่เหมาะสมเพื่อรองรับการลงทุนที่จะเข้ามา อาทิ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ อย่าง Landbridge ซึ่งตอนนี้ได้ดูพื้นที่ระนองและชุมพร ที่รวมถึงนิคมฮาลาล ที่นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบหมายให้ทาง กนอ.ดำเนินการ”
ผุดนิคมใหม่-ต่อยอดนิคมเดิม
สำหรับการพัฒนานิคมนั้น ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2566 ที่ผ่านมา กนอ.ได้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมหนองละลอก จังหวัดระยอง มีพื้นที่ 1,546 ไร่ มีกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร ยานยนต์สมัยใหม่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ พลาสติกและกระดาษ นอกจากนี้ยังขยายพื้นที่อีก 4 นิคมเดิม ได้แก่ อาร์ ไอ แอล ปิ่นทอง (โครงการ 5) อัญธานีและดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด รวม 2,078.49 ไร่
สำหรับความคืบหน้าการพัฒนานิคม Smart Park ก่อสร้างไปแล้ว 70.02% คาดว่าจะเปิดดำเนินการภายในปี 2567 ส่วนโครงการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดระยะที่ 3 ช่วงที่ 1 มีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 65.09% โดยจะเปิดดำเนินการได้ปลายปี 2567
“ทาง กนอ.ยังได้ดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ โดยร่วมพัฒนานิคมอุตสาหกรรมราชทัณฑ์ หรือนิคมอุตสาหกรรมทรัพย์สาคร ซึ่งกินพื้นที่ 4,131 ไร่ โดยใช้แรงงาน 50,000 คน ซึ่งเป็นผู้พักโทษ 15,000-20,000 คน ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนแก้ไขผังเมืองให้เป็นสีม่วงสำหรับเขตอุตสาหกรรมกับกรมโยธาฯ กระทรวงมหาดไทย คาดว่าปีหน้าจะเห็นภาพชัดเจน”
ส่วนนิคมอัจฉริยะกำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาแบบของโครงการ แต่ก็ได้มีการพูดคุยกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เรื่องสิทธิประโยชน์ให้แก่อุตสาหกรรมที่จะเข้ามาลงทุน รวมถึงเรายังได้เริ่มพัฒนานิคมอุตสาหกรรมแนวดิ่ง ซึ่งเหมาะกับเมืองอัจฉริยะ เพราะใช้พื้นที่ไม่มาก ตอบโจทย์พื้นที่เมืองจำกัด โดยเน้นอุตสาหกรรมไฮเทคและนวัตกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย
“ตอนนี้ยังติดปัญหาเรื่องครอบครองพื้นที่ เนื่องจากมีกฎหมายสิทธิการครอบครองอาคารสูงส่วนใหญ่มักเป็นรูปแบบที่พักอาศัย ทำให้ชาวต่างชาติมีสิทธิถือครองได้แค่ 40% ทำให้ กนอ.ต้องไปเจรจาขอเพิ่มกรรมสิทธิ์การครอบครองเป็น 100% สำหรับนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาทำนิคมแนวดิ่ง”
ยอดขาย-เช่าพื้นที่พุ่ง
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในรอบปีงบประมาณ 2566 กนอ.มียอดขายและเช่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมประมาณ 5,693 ไร่ และเพิ่มขึ้น 182% จากปีก่อน และเกินกว่าเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ที่ 2,500 ไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ในอีอีซี 4,753 ไร่ และนอกพื้นที่อีอีซี 939 ไร่ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวม 467,351 ล้านบาท ด้านการเงินในปี 2566 กนอ.มีรายได้รวม 8,561 ล้านบาท และมีสินทรัพย์รวมกว่า 44,265 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% จากปีก่อน
เร่งแก้ความท้าทายการลงทุน
อย่างไรก็ตาม จากการพบนักลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่มีความกังวลเรื่องน้ำในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่าจะเพียงพอต่อความต้องการใช้หรือไม่ เราจึงได้ให้คำยืนยันว่าน่าจะเพียงพอ
และอีกด้านหนึ่ง ตอนนี้ไม่ว่านักลงทุนคนไหนก็ถามถึงเรื่องของพลังสะอาด หรือ RE100 ซึ่งเป็นล็อกของประเทศที่เราจะต้องปลดให้ได้ หากเราปลดตรงนี้ได้ เราจะมีความดึงดูดมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะนักลงทุนพร้อมที่จะลงทุนทุกอย่างอยู่แล้ว เหลืผแค่นโยบายของภาครัฐที่จะเข้าไปปลดล็อก เพราะไทยเองก็ถือว่ามีความเสถียรภาพมั่นคงทางด้านพลังงานอยู่แล้ว แต่ว่าพอเป็นพลังสะอาดจะทำอย่างไรต่อไป
“การสร้างโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่นิคมไม่คุ้มค่าเพราะพื้นที่ในนิคมมีราคาสูง หรือการไปสร้างโซลาร์ฟาร์มในพื้นที่รอบนิคม แล้วต่อสายส่งให้แต่ละโรงงานก็อาจจะไม่คุ้มค่าเดินสาย หากต้องกระจายไปแต่ละโรงงาน แม้แต่บางโรงงานก็อาจติดข้อจำกัดในเรื่องโครงสร้างทำให้ไม่ได้เหมาะกับการติดโซลาร์บนหลังคา จึงมีวิธีการเดียวที่เหมาะสมคือ จ่ายกระแสไฟฟ้าผ่านระบบกริดของรัฐ และรัฐก็ออกใบรับรอง RE100 ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเรื่องนี้
แต่ทาง กนอ.เองก็ได้เข้าไปปรึกษากับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ซึ่งก็ได้มอบหมายให้ทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ไปดูกฎหมายลูก ซึ่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าไหร่นัก”