ส.อ.ท. ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เศรษฐา พร้อม 6 กระทรวง ดัน “ไทยฮับผลิตเอทานอล”

ส.อ.ท. ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เศรษฐา

ส.อ.ท. ยื่นหนังสือถึงนายกฯ เศรษฐา พร้อมรัฐมนตรี 6 กระทรวง วอนหนุนไทยเป็นฮับผลิตเอทานอล ตามโมเดล BCG เดินหน้าประเทศสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมช่วยสร้างรายได้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย-มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะ เป็นตัวแทนนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้ายื่นหนังสือ เรื่องการส่งเสริมไทยเป็นฮับเอทานอล ตามแนวทางขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG (BCG Economy Model Thailand Ethanol Hub) เพื่อสนับสนุนนโยบาย Carbon Neutrality ต่อนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โดยมี นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุรีย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทยเป็นผู้รับแทน

พร้อมทั้งยังมีสำเนาเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง 6 กระทรวงคือ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สาระสำคัญระบุว่า ตามที่ประเทศไทยได้มีการส่งเสริมการผลิดและการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลในรูปแบบของน้ำมันแก๊สโซฮอล์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 โดยมีวัดถุประสงค์เพื่อยกระดับราคาพืชผลทางการเกษตร ลดการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ และลดมลภาวะทางสิ่งแวดล้อม โดยในปี พ.ศ. 2558 ได้มีแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 (AEDP 2015)

ซึ่งมีความชัดเจนทางด้านนโยบาย มีเป้าหมายการส่งเสริมเชื้อเพลิงเอทานอลถึง 11.3 ล้านลิตรต่อวัน จนต่อมาส่งผลให้อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงเอทานอลเติบโต มีการลงทุนก่อสร้างโรงงานถึง 27 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 7 ล้านลิตรต่อวัน และมีการใช้เชื้อเพลิงเอทานอลปริมาณมากสุดถึง 4.5 ล้านลิตรต่อวัน ช่วยยกระดับราคาอ้อยและมันสำปะหลังให้สูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

และในช่วงวิกฤตการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงเอทานอลก็ยังสามารถพัฒนากระบวนการผลิตจนสามารถผลิตแอลกอฮอล์ และป้อนเข้าสู่ตลาดเป็นจำนวนมากในช่วงที่ตลาดทั่วโลกขาดแคลน จนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประเทศสามารถผ่านพันวิกฤตการณ์ดังกล่าวมาได้ด้วยดี

ต่อมาประเทศไทยได้มีการให้พันธสัญญาที่จะมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Cimate Change) และวิกฤตการณ์โลกเดือด (Global Biling) โดยมีแนวทางการพัฒนาอุดสาหกรรมของประเทศสู่ธุรกิจ BCG Economy Model และการนำแนวทาง ESG มาใช้เพื่อความยั่งยืน

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเอทานอลก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนของประเทศเพิ่มขึ้นได้อีกมาก หากมีการส่งเสริมตามแนวทาง BCG Economy Model ต่อยอดสู่ Thailand Ethanol Hub ผ่านการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งน้ำมันอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) ไบโอเอทิลีน (Bio ethy (ene) สำหรับไบโอพลาสติก ตลอดจนอุตสาหกรรมสมุนไพรสกัด อุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง และผลิดภัณฑ์ทำความสะอาด เป็นต้น

ในการนี้เพื่อให้อุตสาหกรรมเอทานอลเป็นส่วนหนึ่งในการบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero ของประเทศด้วย BCG Economy Model และ Thailand Ethanol Hub ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนด์ในปัจจุบันให้ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มมากขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมการบิน ด้วยเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ ไปพร้อมกันกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ลดการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรและภาคแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์

ทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้แทนของภาคเอกชนจึงขอความอนุเคราะห์จากท่านในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเอทานอลต่อไป โดยการส่งเสริมการพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำตามแนวทาง BCG Economy Model