บิ๊ก ส.อ.ท.ตั้งคำถามอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหมาะสมแล้วหรือยัง กับสภาพตลาดเงินในปัจจุบัน หลังเครดิตบูโรเปิดตัวเลข NPL 1.05 ล้านล้านบาท พ่วง “หนี้กำลังจะเสีย” อีก 6.1 แสนล้านบาท โต 17.8%
วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ออกมาตั้งคำถามในนามประชาชนผู้เสียภาษี / SMEs ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหมาะสมแล้วหรือยัง กับ สภาพตลาดเงินในปัจจุบันหรือยัง

โดยระบุว่าหลังจากที่ได้ฟังหน่วยงานเครดิตบูโร ออกโรงส่งสัญญานเตือนถี่ยิบ จากการวิเคราะห์ข้อมูลถึงแนวโน้มใกล้วิกฤต หนี้เสีย/ NPL จากรถยนต์ทั้งป้ายแดงและมือสอง รวมทั้งการลุกลามมาถึงอสังหาริมทรัพย์ ที่เป็นสินทรัพย์สุดหวงแหนของลูกหนี้ที่กำลังสร้างครอบครัว
จากปัญหาความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้า
ช่างตรงกันข้าม กับการให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารแบงก์ชาติหลายท่าน รวมทั้งมติ กนง. ล่าสุดมาก ๆ ไหมครับ ?
อัตราดอกเบี้ยนโยบายเหมาะสมแล้วหรือยัง กับ สภาพตลาดเงินในปัจจุบัน ?
หากนำเอาข้อมูล 2 หน่วยงาน มาหารือแบบสร้างสรรค์ หาทางออกร่วมกัน เพื่อให้คุ้มค่าภาษีประชาชนกันดีไหม ?
เร่งมือกันหน่อยครับ สงสารประเทศไทย
อนึ่ง ก่อนหน้านี้นายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ได้ออกมา เปิดเผยว่า ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่บนฐานข้อมูลของเครดิตบูโร ณ สิ้นปี 2566 จะอยู่ที่ 13.6-13.7 ล้านล้านบาท เติบโต 3.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากสมาชิก 140 สถาบัน
ในจำนวนนี้พบเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือค้างชำระเกิน 90 วัน อยู่ที่ 1.05 ล้านล้านบาท ซึ่งมีการเติบโต 7.7% และเป็นส่วนของหนี้กำลังจะเสีย (หรือค้างชำระตั้งแต่ 31-90 วัน) รวม 6.1 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.8%
สำหรับหนี้เอ็นพีแอล 1 ล้านล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้ประมาณ 3 ล้านคน โดยหนี้ที่เครดิตบูโรเป็นกังวล 3 ตัว คือ 1.หนี้เสียรถยนต์ ที่มีอยู่ 2.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เมื่อเทียบกับปีก่อน แสดงให้เห็นถึงอาการหนี้เสียของรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนจากอาการผ่านรถยึดที่เข้าลานประมูล รถมือสองราคาตก
2.สินเชื่อบ้าน ที่มีหนี้เสียอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงดีกันของปีก่อน
3.สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) เป็นหนี้เสีย 2.6 แสนล้านบาท เติบโต 12% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งเป็นหนี้เสียตั้งแต่ก่อนโควิด-19 เนื่องจากเป็นหนี้ไม่มีหลักประกัน ดอกเบี้ยแพง โดยมีลักษณะ กู้เป็นก้อนผ่อนเป็นงวด
โดยสาเหตุที่ทำให้การผ่อนบ้านสะดุดอาจมาจากปัญหาค่าครองชีพที่แพงขึ้น โดยประมาณ 60-70% ของหนี้กำลังจะเสียของสินเชื่อบ้านหรือราว 1.2 แสนล้านบาท เป็นสินเชื่อบ้านที่มีสัญญาวงเงินต่ำกว่า 3 ล้านบาท คือคนที่ผ่อนบ้านราคา 3 ล้านบาท ไม่ใช่คนที่มีรายได้สูง เป็นรายได้ปานกลางและรายได้น้อย และเป็นลูกหนี้ธนาคารรัฐ ซึ่งก็ต้องเข้ากระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ก่อนจะไปเป็นหนี้เสีย