เอสซีจี ดัน “ปูนคาร์บอนต่ำ” ลุยต่างประเทศ จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในไทย
SCG เดินหน้าปรับโครงสร้างธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง หลังตลาดในประเทศยังซบเซา เร่งขยายตลาดเวียดนาม อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ดันสินค้ามูลค่าเพิ่ม-ปูนคาร์บอนต่ำ จับมือจีนรุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะ
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เปิดเผยภาพรวมการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ซึ่งดำเนินงานโดยเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และเอสซีจี เดคคอร์ ในครึ่งปีแรกว่า ได้แรงหนุนจากโครงการภาครัฐในไทย รวมทั้งตลาดในเวียดนามและอินโดนีเซียที่เติบโต ขณะที่ตลาดเอกชนในประเทศยังชะลอตัว ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง
“เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง” มีกำไรสำหรับงวด 5,790 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA 11,407 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างธุรกิจและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 1.ขยายเครือข่ายร้านค้าช่วงเพิ่มขึ้นกว่า 200 ร้าน ด้วยลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยคาดว่าจะลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปีนี้ 2.เร่งขยายสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า ด้วยกลยุทธ์การตลาดรายพื้นที่ ผ่านตัวแทนจำหน่ายและร้านวัสดุก่อสร้างพันธมิตร
3.ขยายสินค้ามูลค่าสูง หรือ HVA (High Value Added) 4.เดินหน้าผลักดัน “ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ” ต่อเนื่อง โดยสามารถเข้าถึงตลาดในประเทศไทยได้มากกว่า 80% แล้ว พร้อมเร่งการผลิตและส่งออกจากเวียดนาม เพื่อตอบโจทย์ตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม
และ 5.เดินหน้าขยายตลาดสู่ออสเตรเลีย ผ่านการนำเสนอนวัตกรรมสินค้าเพื่อการอยู่อาศัยและก่อสร้าง ทั้งกลุ่มหลังคา ฝาฝ้า และฉนวนกันความร้อน ในงาน “Sydney Build Expo 2026” ด้วยสินค้าคุณภาพ มีมาตรฐานสากล และความยั่งยืน
“เอสซีจี เดคคอร์” มี Adjusted Cash EBITDA 1,378 ล้านบาท จากรายได้ต่างประเทศเติบโตโดยเฉพาะในเวียดนาม การบริหารการเงิน ต้นทุนพลังงาน และสินค้าคงเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ ถึงแม้บริษัทจะมีค่าใช้จ่ายการปรับโครงสร้างธุรกิจและการตัดจำหน่ายสินทรัพย์ในประเทศไทย มาจาก 1.เดินหน้าโครงการเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่ PRIME เวียดนาม รับความต้องการในประเทศที่เติบโตและส่งออก ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จในปี 2570 จะมีกำลังการผลิตเป็น 40% ของกำลังการผลิตรวมของบริษัท
2.เดินหน้าโครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่พร้อมระบบ Automation ในไทย ให้เสร็จในไตรมาส 3 ปี 2570 เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลงสูงสุด 20% และ 3.จับมือพันธมิตรผู้ผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์อันดับต้นของจีน รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะ สร้างโรงงานในไทยที่กำลังการผลิต 96,000 ชิ้น/ปี โดยการร่วมมือกับจีนในครั้งนี้ เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่ไหลทะลักเข้ามากดดันผู้ประกอบการในอาเซียนด้านการแข่งขันราคา