SCGD ตั้งฐานผลิต Smart Toilet ปั้นแบรนด์ COTTO รุกอาเซียน ยุบโรงงานลดต้นทุน 20%
SCGD เร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจรับเศรษฐกิจชะลอ อนุมัติร่วมทุนผู้ผลิตจีนตั้งโรงงานประกอบสุขภัณฑ์อัจฉริยะ (Smart Toilet) ในไทยภายใต้แบรนด์ COTTO ปักหมุดเป็นฐานส่งออกอาเซียน ควบคู่แผนรวมศูนย์การผลิต ลดโรงงานกระเบื้องจาก 4 แห่ง เหลือ 2 แห่ง ลดต้นทุน 16-20% พร้อมโชว์กำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ยังเติบโต
นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการร่วมทุนกับผู้ผลิตสุขภัณฑ์อัจฉริยะรายใหญ่จากประเทศจีน ซึ่งเป็นฐานการผลิตให้กับแบรนด์ชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อจัดตั้งโรงงานประกอบ Smart Toilet ในประเทศไทย
คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องผลิตได้ในเดือนเมษายน 2570 โดยโรงงานแห่งนี้จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตและส่งออกไปยังตลาดอาเซียน รวมถึงตลาดโลก รองรับแนวโน้มความต้องการสุขภัณฑ์อัจฉริยะที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้จะควบคู่ไปถึงเรื่องการรวมศูนย์การผลิต (Plant Consolidation) ด้วยงบลงทุน 957 ล้านบาท โดยจะทยอยลดจำนวนโรงงานผลิตกระเบื้องในประเทศไทยจาก 4 แห่ง เหลือ 2 แห่ง ภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) เป็น 90% ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง 16-20% หรือคิดเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายราว 380 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว
นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญ หลังยอดส่งออกเติบโตถึง 98% จากต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้และการออกแบบสินค้าที่ได้รับการยอมรับในตลาดโลก ส่งผลให้สามารถขยายตลาดไปยังยุโรป สหรัฐอเมริกา และเม็กซิโกได้อย่างต่อเนื่อง
ขณะที่ตลาดฟิลิปปินส์ บริษัทได้ปรับแผนส่งออกสินค้าจากเวียดนามไปยังพื้นที่ตอนกลางและตอนใต้ของประเทศแทนการผลิตในท้องถิ่น ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และผลักดันยอดขายผ่านช่องทางดังกล่าวเติบโตถึง 162%
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 268 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสแรก ขณะที่ครึ่งปีแรกมีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% โดยมี Adjusted EBITDA อยู่ที่ 805 ล้านบาทในไตรมาส 2 และ 1,566 ล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก แม้ว่ารายได้รวมไตรมาส 2 จะลดลง 7% เหลือ 5,370 ล้านบาท จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัว
แต่บริษัทสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ โดยมีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) เพิ่มขึ้นแตะ 29.8% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) อยู่ที่ 4.9% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากการบริหารต้นทุน การปรับราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุนพลังงาน และการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงที่ปัจจุบันคิดเป็น 38% ของยอดขายรวม