“สมโภชน์ อาหุนัย” ประกาศชิงเก้าอี้ประธาน ส.อ.ท. เพราะ ‘ประเทศรอไม่ได้’

สมโภชน์ อาหุนัย

เปิดวิสัยทัศน์ “สมโภชน์ อาหุนัย” ประกาศพร้อมนั่งประธาน ส.อ.ท.คนที่ 17 ชิงหวังเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 การประชุมสามัญประจำปีสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 ซึ่งจะมีการพิจารณาวาระการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารวาระ ปี 2567-2569 เพื่อเลือกประธาน ส.อ.ท. คนที่ 17 ซึ่งนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. คนปัจจุบันก็ยังยืนยันที่จะลงต่ออีก 1 วาระ

แต่ขณะเดียวกันก็มี ตัวแทนสมาชิกที่ประกาศตัวว่าจะลงชิงตำแหน่งอีก 1 คน นั่นคือ นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองประธาน ส.อ.ท.ในชุด นายเกรียงไกร

สมโภชน์ อาหุนัย
สมโภชน์ อาหุนัย

เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ชู ยุทธศาสตร์ 4 ด้าน

ล่าสุด นายสมโภชน์เปิดตัวต่อสื่อถึงแนวคิดในการลงสมัครตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. คนที่ 17 ในวาระนี้ (ปี 2567-2569) ว่า เป็นอุดมการณ์ที่ต้องการรับใช้ชาติในฐานะภาคเอกชน โดยจะนำความรู้ ความสามารถและประสบการณ์การทำงานมาช่วยประเทศชาติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ในอนาคตจะเห็น ส.อ.ท. ทำงานเชิงรุกด้วยยุทธศาสตร์ 4 ประการ คือ 1.ทำงานเชิงรุกในการขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของประเทศให้สอดประสานระหว่างภาครัฐกับเอกชน 2.สร้างพลังและเพิ่มขีดความสามารถของสมาชิกสภาอุตสาหกรรมทั่วประเทศ 3.ประสานภาครัฐให้ช่วยส่งเสริมสนับสนุนเอสเอ็มอี ผู้ประกอบการรายย่อย-รายใหม่ในการผลิตสินค้าที่มีมูลค่า และ 4.นำเอาความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่มีมาบูรณาการในเชิงรุกและเชิงรับทุกมิติ

เหตุที่ไม่รอ เกรียงไกรหมดวาระ 2

ในตอนหนึ่งเขาตอบคำถามว่า “สาเหตุที่ไม่รอให้คุณเกรียงไกรหมดวาระ 2 อีก 2 ปี เพราะผมมองว่าประเทศไทยรอไม่ได้ ภาระหนี้ครัวเรือน การลงทุนไม่เข้า ถ้ารออีก 2 ปี เปรียบเหมือนคนที่เป็นมะเร็งขั้นที่ 1 ก็อาจจะรอได้แต่ถ้าเป็นขั้นที่ 4 หากรอก็อาจจะแก้ไม่ได้แล้ว”

“เรื่องนี้เป็นอุดมการณ์ที่ผมมีมาตั้งนานแล้วคืออยากสร้างประโยชน์ให้สังคมและประเทศชาติ ผมเคยเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจนกระทั่งปัจจุบันทำหน้าที่บริหารธุรกิจในกลุ่มพลังงานบริสุทธิ์ ต้องการนำเสนอไอเดียที่มีเพื่อให้เกิด Impact มากกว่าที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เพราะเชื่อว่า ส.อ.ท. คือแกนหลักของประเทศ มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้น ในสถานการณ์ปัจจุบันเราไม่ควรอยู่ในสภาพตั้งรับ ควรอยู่ในเชิงรุก

เนื่องจากโลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก แต่ละอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบแตกต่างกันออกไป มีทั้งที่ต้องการรับการส่งเสริมสนับสนุนหรือเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหา รวมถึงทำหน้าที่เป็นตัวแทนเชื่อมกับภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมให้บรรลุผลสำเร็จและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้ประกอบการแล้วยังตอบสนองภาครัฐให้บรรลุตามแผนยุทธศาสตร์ที่ตั้งไว้”

3 สิ่งที่แตกต่างจากนโยบายของคนเดิม

นายสมโภชน์กล่าวว่า สิ่งที่แตกต่างจากนโยบายการทำงาน ส.อ.ท. เดิม คือ 1.จะเน้นการทำงานเชิงรุก จะไม่รอให้ไฟไหม้บ้านเพื่อนสมาชิกก่อนค่อยแก้ แต่เราจะต้องเตรียมพร้อมก่อนที่ข้าศึกจะมาโจมตี

“ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมยานยนต์และ EV เราเคยตั้งคำถามหรือไม่ว่าเราจะวางยุทธศาสตร์เรื่องนี้อย่างไร หรืออย่างอุตสาหกรรมเหล็กที่มีเหล็กนำเข้ามาจำนวนมากส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรม เราจะรอจนกว่าอุตสาหกรรมนี้ตายไปแล้วจึงค่อยมาแก้หรือไม่”

2. เรื่องความโปร่งใสในการทำงาน เพราะมองว่าการที่จะมาอยู่ตรงนี้ต้องยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์และพร้อมสำหรับการตรวจสอบ

3.ในสภาอุตสาหกรรมมีกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ หลายกลุ่มทั้งสภาอุตสาหกรรมจังหวัด จะจัดให้มีเวทีเพื่อให้แสดงความคิดเห็นเพราะทุกคนถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์มีความสามารถที่จะเข้ามาช่วยเหลือประเทศได้ การทำหน้าที่จะต้องสามารถสร้างความสมดุล หรือ balance ผลประโยชน์ได้

ปัดขัดแย้ง เล่นเป็นวงดนตรี เล่นเป็นเพลง

“ผมคิดว่าไม่มีใครเก่งกว่าใครหรอกในเรื่องนี้ แต่คนที่ฟังคือคนที่เก่ง การมาทำงานนี้เหมือนการเล่นดนตรีก็ควรจะเล่นให้เป็นวง เล่นให้เป็นเพลง ผมมีไอเดีย และอยากจะนำเสนอไอเดียนั้นในการขับเคลื่อนประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ใช่ไม่มีใครฟังไอเดีย แต่ผมก็เสนอในบทบาทหน้าที่ที่ผมทำอยู่ ในฐานะรองประธานสภาอุตสาหกรรมที่ดูเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ถ้าผมอยากจะเสนอสิ่งที่เป็นภาพกว้างกว่านั้นก็จะต้องลงมาสมัคร

ผมคิดว่านี่คือโอกาสที่ทำให้คนได้ยินเสียงของผม ได้ยินสิ่งที่ผมพูดมา 8 ปี 10 ปี ผมอยากพัฒนา SMEs ผมอยากแชร์อยากเข้าไปช่วยและเข้าไปแบ่งปันแนวคิดที่เคยประสบความสำเร็จในบริษัทผมให้กับสมาชิก ส.อ.ท.และประเทศ”

นายสมโภชน์กล่าวอีกว่า พร้อมจะเป็นแกนกลางในการประสานการทำงานระหว่างอุตสาหกรรมจังหวัด และกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อตกผนึกแนวคิดในการทำงาน และนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ในอนาคตต่อภาครัฐ อุตสาหกรรมแต่ละประเภทจะต้องเตรียมแผนทรานส์ฟอร์มธุรกิจเพื่อรองรับการแข่งขันในเวทีโลกทุกมิติ

อาทิ การปรับปรุงกฎหมายหรือกฎระเบียบเพื่อให้ทันกติการะดับสากล ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน (BCG & ESG) และการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ซึ่งเป็นเทรนด์ของโลกในปัจจุบัน

“ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ผมในฐานะสมาชิกและเป็นรองประธาน ส.อ.ท. ทำงานด้วยจิตอาสาโดยไม่ได้หวังผลตอบแทนหรือรับประโยชน์ใด ๆ ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ผมอยากจะเห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น จึงขอเสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกเป็นประธาน ส.อ.ท. เพื่อช่วยผลักดันให้อุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทยเติบโต อีกทั้งสามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้อย่างแข็งแกร่ง”

นอกจากนี้ คนอื่น ๆ ที่มีวิสัยทัศน์และความสามารถก็สมัครตำแหน่งประธานสภาอุตสาหกรรมได้ เพื่อนำเสนอสิ่งดี ๆ ให้แก่ภาพรวมของอุตสาหกรรม และผู้ที่ได้รับเลือกเป็นประธานควรที่จะนำข้อเสนอไปขับเคลื่อนต่อให้เป็นรูปธรรม ที่สำคัญต้องสร้างความโปร่งใสในการทำงาน เป็นเวทีกลางที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน และกระจายอำนาจให้แต่ละกลุ่มมาช่วยกันทำงาน

ผลเลือกตั้งออกมาอย่างไรพร้อม Set Zero

“ชัยชนะสำหรับผมคือการที่แนวคิดของผมได้รับการยอมรับและถูกนำเอาไปทำ ก็ถือว่าชนะแล้ว และยิ่งถ้าเขาเก่งกว่านำไปทำ ผมก็ยิ่งแฮปปี้ โดยที่ผมอาจจะไม่ต้องทำเองก็ได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเกิดได้โดยที่ผมก็ไม่ต้องเหนื่อยด้วย หากเพื่อนสมาชิกเห็นว่าใครเหมาะสมกว่าที่พร้อมจะทำงานตรงนี้ ถึงจะไม่ใช่ผม แต่ผมก็พร้อมที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำงาน ถ้าไม่ว่าจะแพ้หรือชนะผมพร้อมที่จะเซตซีโร่”

เศรษฐกิจไทยป่วย แต่รักษาได้

“หากได้เข้ามารับตำแหน่งก็จะฟังจากสมาชิกก่อนว่าประเด็นใดเป็นประเด็นเร่งด่วนที่จะต้องการให้มีการแก้ไข ก่อนที่จะสรุปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อขับเคลื่อนนำเสนอสู่ภาครัฐต่อไป แต่ไม่ใช่เน้นเฉพาะเรื่องพลังงาน เพราะตอนนี้ไทยต้องเจอทั้งปัญหาเรื่องการลงทุนโดยตรง FDI ไม่เข้าประเทศและประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลางมาเป็นระยะเวลายาวนาน 6 ปีที่ผ่านมาผมว่าประเทศไทยป่วย แต่การป่วยยังอยู่ในระดับที่รักษาได้”

ทางออกค่าไฟ ต่อยอดสู่ความยั่งยืน

ในส่วนของนโยบายด้านพลังงานเป็นนโยบายหนึ่งที่จะมาเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้ภาคอุตสาหกรรม ที่ผ่านมาเราติดกับดักการสร้างโรงไฟฟ้าจำนวนมากจนมีกำลังไฟสำรองเกินความจำเป็น ทำให้ไม่สามารถที่จะไปลดต้นทุนที่เป็น Fix Course อยู่ได้ ประชาชน 1 คนต้องแบกค่าไฟ 2 หน่วย

แนวทางที่จะแก้ไขไม่ใช่เพียงการไปลดค่าไฟเพราะนั่นก็จะไปกระทบกับผู้ผลิตไฟฟ้า แต่วิธีการเดียวก็คือการทำให้คนใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งจะทำอย่างไรในเมื่ออุตสาหกรรมก็เท่าเดิม ประชาชนก็ใช้เท่าเดิม คำตอบก็คือเราต้องหาคนใช้ไฟฟ้าใหม่ ลูกค้าใหม่ก็คือรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV

การที่เราเพิ่มจำนวนผู้ใช้รถ EV จะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น และเรามีกำลังไฟฟ้าสำรองเพียงพอที่จะทำให้เราสามารถพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดและก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ ได้ทำให้มีราคาถูกลงและอุตสาหกรรมก็ไม่มีใครเสียหาย

ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมัน ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อในอนาคตการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น การใช้น้ำมันจะค่อย ๆ ลดลงและมีส่วนเชื่อมโยงถึงอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันจาก Bio ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร ดังนั้นเราจะต้องมองหาอุตสาหกรรมใหม่ เช่น โอลิโอเคมีคอลจะต้องเข้ามาหรือไม่ เพื่อที่จะมาช่วยให้รองรับผลผลิตในส่วนนี้นำไปใช้ประโยชน์และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นช่วยคนกลุ่มนี้