เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พรรคประชาชน ลุยฟ้อง กกต. ปมตัดตอนคดีโกงเลือก สว. เดินหน้า 5 มาตรการดักทาง ‘ภูมิใจไทย’
Politics พรรคประชาชน ลุยฟ้อง กกต. ปมตัดตอนคดีโกงเลือก สว. เดินหน้า 5 มาตรการดักทาง ‘ภูมิใจไทย’
รัฐบาลคุม “เครดิตเทอม” รายใหญ่จ่าย SME ไม่เกิน 30-45 วัน ลดปัญหายื้อจ่าย
Business รัฐบาลคุม “เครดิตเทอม” รายใหญ่จ่าย SME ไม่เกิน 30-45 วัน ลดปัญหายื้อจ่าย
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (15 ก.ย. 69) สูตรธรรมดา ขึ้นยกแผง 0.85 บาท ดีเซลแตะ 40.69 บาท
Economic ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (15 ก.ย. 69) สูตรธรรมดา ขึ้นยกแผง 0.85 บาท ดีเซลแตะ 40.69 บาท
เจาะลึกเทรนด์ “มูเตลูฮ่องกง” ยุค 9 ชู “เจ้าแม่จิ่วเทียน” เสริมกลยุทธ์ธุรกิจ-การเงิน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ
Biz Movement เจาะลึกเทรนด์ “มูเตลูฮ่องกง” ยุค 9 ชู “เจ้าแม่จิ่วเทียน” เสริมกลยุทธ์ธุรกิจ-การเงิน ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ
กกต. เปิดรายชื่อ 77 ราย ผู้ถูกยื่นศาลฎีกา คดีฮั้ว สว.
Politics กกต. เปิดรายชื่อ 77 ราย ผู้ถูกยื่นศาลฎีกา คดีฮั้ว สว.
‘เซมิคอนดักเตอร์’ รับทรัพย์จาก AI ฉ่ำ ๆ คาดรายได้ทั่วโลกปี’69 แตะ 53 ล้านล้านบาท
Tech ‘เซมิคอนดักเตอร์’ รับทรัพย์จาก AI ฉ่ำ ๆ คาดรายได้ทั่วโลกปี’69 แตะ 53 ล้านล้านบาท
คำต่อคำ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. เหตุใดยกคำร้อง 21 ภูมิใจไทย
Politics คำต่อคำ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. เหตุใดยกคำร้อง 21 ภูมิใจไทย
หุ้นไทยปิดตลาด (14 ก.ย.) ดิ่งหลุด 1,600 จุด DELTA ฉุดแรง
Finance หุ้นไทยปิดตลาด (14 ก.ย.) ดิ่งหลุด 1,600 จุด DELTA ฉุดแรง
เปิดโปรลับ ซื้อรถอีวี Toyota bZ4X ดอกเบี้ย0% ผ่อนนาน 84 เดือน
EV เปิดโปรลับ ซื้อรถอีวี Toyota bZ4X ดอกเบี้ย0% ผ่อนนาน 84 เดือน
GWM ขยายการรับประกันแบตเตอรี่ ORA5 EV นาน 10 ปี 220,00 กม. จ่ายเพิ่มแค่ 6,500 บาท
EV GWM ขยายการรับประกันแบตเตอรี่ ORA5 EV นาน 10 ปี 220,00 กม. จ่ายเพิ่มแค่ 6,500 บาท
ดูทั้งหมด

ไทยเสี่ยงข้อหา “ทางผ่าน” สินค้าจีน เอกชนนัดนายกฯถกแผนเจรจาทรัมป์

25 ม.ค. 2568 | 07:20น.
ทรัมป์ ไทย สินค้าจีน

เปิด 3 ประเด็นเสี่ยงประเทศไทยตกเป็นเป้าโจมตีการค้าของสหรัฐ จับตา “สินค้าจีน” ใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออกไปสหรัฐเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี สภาพัฒน์เตือนรับมือบริษัทจีนแปลงร่างหนีสงครามการค้า ขณะที่ กกร. นำทีมภาคเอกชนเตรียมเข้าพบนายกรัฐมนตรี หลังกลับจากดาวอส เสนอตั้ง “ทีมไทยแลนด์” เอกชนขอมีส่วนร่วมหารือแผนเจรจาทรัมป์ รับมือทรัมป์ 2.0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อ 20 มกราคมที่ผ่านมา พร้อมกับเซ็นคำสั่งประกาศนโยบายต่าง ๆ จำนวนมาก และวันต่อมาได้ประกาศพิจารณาขึ้นภาษีสินค้าจีน 10% ภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ แม้ว่าจะยังไม่มีอะไรที่กระทบต่อประเทศไทยโดยตรง แต่นโยบายทรัมป์ 2.0 น่าจะรุนแรงไปทั่วโลก และมีหลายประเด็นที่อาจทำให้ไทยเสี่ยงได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐ

ธุรกิจเตรียมรับแรงกระแทก

KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทรระบุว่า นโยบายการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ใช่แค่สงครามการค้าเหมือนเมื่อ 8 ปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยโดยรวมที่ต้องยอมรับว่าไม่เหมือนทศวรรษที่แล้ว ดังนั้นการเตรียมรับมือแบบเดิมอาจไม่ได้ผลอีกต่อไป นอกจากนี้ ผลกระทบที่คาดต่อเศรษฐกิจไทยอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะอุตสาหกรรมที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐเท่านั้น แต่สหรัฐอาจบีบให้ไทยเปิดตลาดให้แก่สินค้าจากสหรัฐมากขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มการแข่งขันและมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศอื่น ๆ อีกด้วย

กลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สหรัฐจะหันมาเพ่งเล็งมากขึ้นภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ มี 5 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

1) บริษัทสัญชาติอเมริกาที่ย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศและส่งสินค้ากลับไปขายผู้บริโภคในสหรัฐ

2) สินค้าจีนที่ส่งออกไปยังสหรัฐโดยตรง และส่งผลกระทบด้านลบต่อผู้ผลิตท้องถิ่น

3) ประเทศที่มีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐขนาดสูง ไม่ว่าจะเป็น เม็กซิโก แคนาดา เวียดนาม และอาจจะรวมถึงไทยด้วย

4) สินค้าจีนที่ส่งออกไปยังสหรัฐผ่านประเทศที่สาม เพื่อพยายามหลบหลีกภาษีนำเข้า

5) ประเทศที่มีมาตรการกีดกันสินค้านำเข้าจากสหรัฐในอัตราที่สูง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการด้านภาษีหรืออื่น ๆ

แม้ว่าเครื่องมือภาษีนำเข้าอาจไม่สามารถแก้ปัญหาการขาดดุลทางการค้าเรื้อรังได้ทั้งหมด แต่ประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าจะใช้การขึ้นภาษีนำเข้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการกดดันประเทศหรือบริษัทต่าง ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายการค้าที่เป็นธรรมมากขึ้น อาทิ การลดมาตรการกีดกันสินค้าจากสหรัฐ การยกเลิกหรือลดการให้ผลประโยชน์กับบริษัทสัญชาติอเมริกาเพื่อดึงดูดการลงทุนและใช้สหรัฐเป็นตลาดส่งออก หรือการกดดันให้บริษัทต่างชาติเข้าไปลงทุนในสหรัฐ หากต้องการเข้าถึงตลาดสหรัฐ

3 ประเด็นเสี่ยงไทยตกเป็นเป้า

นอกจากนี้ KKP Research ระบุถึงกรณีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยว่า แม้ไทยจะเป็นประเทศเล็กในสายตาของสหรัฐ และดูผิวเผินไม่ใช่เป้าที่จะถูกขึ้นภาษีแต่ในมุมมอง แต่ก็วิเคราะห์ว่ามี 3 ประเด็นที่อาจทำให้ไทยเสี่ยงเข้าข่ายเป็นประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายรองของสหรัฐ

ประเด็นแรก คือ การเกินดุลการค้ากับสหรัฐของอาเซียน และไทยมีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ อยู่ที่ 4.7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วงปี 2024 ไทยเกินดุลมากที่สุด คิดเป็นอันดับที่ 11 จากประเทศที่เกินดุลกับสหรัฐทั้งหมด

แม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นประเทศที่มีขนาดเกินดุลกับสหรัฐมากที่สุด แต่หากสหรัฐมองไทยและประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนเป็นกลุ่มประเทศเดียวกันทั้งหมดจะพบว่า กลุ่มประเทศอาเซียนมีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐ อยู่ที่ 2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นอันดับที่ 2 รองจากจีนเท่านั้น ประเทศในกลุ่มอาเซียนจึงมีความเสี่ยงที่จะเจอกับมาตรการกีดกันการส่งออกจากสหรัฐ พร้อมกันทั้งหมดได้

โดยสินค้าของไทยที่มีการเกินดุลในระดับสูง เช่น สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดดิสก์ ยางรถยนต์ เป็นต้น สินค้าเหล่านี้อาจถูกยกขึ้นมาเป็นเป้าหมายของภาษีนำเข้าและเป็นเป้าหมายในการเจรจา หากสหรัฐต้องการที่จะเล่นงานการเกินดุลการค้าของไทย

ระทึก “สินค้าจีน” ผ่านไทยไปสหรัฐ

ประเด็นที่สอง สินค้าจีนที่ส่งผ่านไทยไปยังตลาดสหรัฐ เพื่อหลบเลี่ยงภาษีนำเข้า ซึ่งนับตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนในปี 2018 ดุลการค้าของไทยที่เพิ่มขึ้นกับสหรัฐ พร้อมกับการขาดดุลกับจีนที่เพิ่มขึ้นมาโดยตลอด ทำให้ตั้งข้อสงสัยว่า กิจกรรมการค้าบางส่วนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาของไทย ส่วนหนึ่งคือการหลีกเลี่ยงภาษีจากสหรัฐของจีน

โดยสินค้าอย่างแผงโซลาร์เซลล์ โมเด็ม/เราเตอร์ หรือหม้อแปลงไฟฟ้า อาจเข้าข่ายสินค้าจีนใช้ตลาดไทยเป็นทางผ่านในการส่งไปยังตลาดสหรัฐ โดยข้อมูลจาก ITC Trade Map แสดงให้เห็นว่าปริมาณการนำเข้าแผงโซลาร์จากจีนสะสมตั้งแต่ไตรมาสที่ 1/2022 มีปริมาณใกล้เคียงกับปริมาณการส่งออกไปยังสหรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นที่สหรัฐทราบเป็นอย่างดีและเพิ่มมาตรการกีดกันสินค้าเหล่านี้ จนกว่าแนวโน้มการส่งออกจะลดลง และสหรัฐอาจถึงขั้นกำหนดว่าประเทศที่เข้าข่ายเป็นทางผ่านจะต้องพิสูจน์มูลค่าเพิ่มของสินค้า เพื่อแสดงให้เห็นว่ามูลค่าส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากจีน

และนั่นอาจทำให้กระบวนการทางการค้าในอนาคตมีความยุ่งยากและต้นทุนมากขึ้นแน่นอน โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการไทย

ประเด็นที่สาม มาตรการกีดกันสินค้านำเข้าจากสหรัฐ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบาย Reciprocal Trade Act คือหากประเทศไหนขึ้นภาษีนำเข้ากับสินค้าสหรัฐ สหรัฐจะตอบโต้ขึ้นภาษีกลับในอัตราที่เท่ากันในสินค้านั้น ๆ ในกรณีของประเทศไทย สินค้าหลักที่ไทยคิดภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงกว่าสหรัฐ ได้แก่ เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ผลิตภัณฑ์อาหาร ยานพาหนะสำหรับการคมนาคม เป็นต้น

ประเมินผลกระทบ ศก.ไทย

อย่างไรก็ดี KKP Research ระบุว่า การประเมินผลกระทบสุทธิต่อเศรษฐกิจไทยมีความซับซ้อนสูง เนื่องจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงแนวทางผลลัพธ์ของการเจรจาหากเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม มองว่าผลกระทบที่เป็นไปได้ต่อเศรษฐกิจไทยที่ต้องติดตาม คือ สหรัฐเป็นตลาดสำคัญของไทยที่ช่วยให้มูลค่าการส่งออกของไทยเติบโตและสนับสนุนดุลการค้าของไทยในปี 2024 หากสหรัฐขึ้นภาษีสินค้านำเข้าทั้งหมด รวมถึงสินค้าไทยด้วยอาจส่งผลกระทบต่อมูลค่าสินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังสหรัฐ เช่น ฮาร์ดดิสก์ ยางรถยนต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ สินค้าที่เข้าข่ายเป็นสินค้าจีนที่ส่งผ่านไทยไปยังตลาดสหรัฐ อาจมีแนวโน้มหดตัวในระยะข้างหน้า เนื่องจากนโยบายสหรัฐที่จะเพ่งเล็งสินค้านี้เป็นพิเศษ รวมไปถึงการที่บริษัทจีนอาจเริ่มทยอยย้ายฐานการผลิต “ออกจากไทย” มากขึ้น จากความกังวลเรื่องภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นแนวโน้มนี้เกิดขึ้นแล้วในการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ โดยนับตั้งแต่ครึ่งหลังของปี 2024 เป็นต้นมา มูลค่าการส่งออกในหมวดแผงโซลาร์เซลล์และอื่น ๆ ปรับตัวลดลงกว่า 80% ก่อนที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะดำรงตำแหน่งด้วยซ้ำ

สาเหตุหลักคาดว่าเป็นเพราะบริษัทจีนเริ่มย้ายฐานออกจากไทย และย้ายไปตั้งฐานการส่งออกที่ลาวและอินโดนีเซียมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น ประเด็นนี้สะท้อนว่าการลงทุน FDI จากจีนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา เข้ามาเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีจากสหรัฐ อาจลดลงหรือย้ายออกจากไทย หากสหรัฐเล่นงานประเทศที่ได้รับประโยชน์จากเรื่อง China +1 ในช่วงที่ผ่านมา

สินค้าจีนทะลักไทย-อาเซียนหนัก

อย่างไรก็ดี นโยบายการค้าของสหรัฐไม่ได้เพียงจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อไทยเท่านั้น แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับจีนจะส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทยด้วยเช่นกัน ยิ่งสหรัฐกดดันจีนมากเท่าไหร่ผ่านการขึ้นภาษีนำเข้า จีนอาจยิ่งตอบโต้ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศและสนับสนุนให้ธุรกิจหาตลาดส่งออกอื่น โดยเฉพาะตลาดอาเซียน เพื่อแทนที่ตลาดสหรัฐ และยิ่งจีนกำลังดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายผ่านการลดดอกเบี้ย และทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง ยิ่งทำให้การนำเข้าสินค้าจากจีนถูกลงไปอีก

ทั้งหมดนี้อาจทำให้สถานการณ์สินค้าจีนทะลักในไทย ไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นและยิ่งทำให้ภาคการผลิตจีนเข้ามาแทนที่ภาคการผลิตไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ภาครัฐที่เกี่ยวข้องควรกังวลถึงผลกระทบที่มาจากฝั่งของจีนอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไทยเปิดเสรีการค้ากับจีนค่อนข้างมาก ถ้าพิจารณาสินค้านำเข้าจากจีนที่ใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าระหว่างอาเซียน-จีน 10 อันดับแรก

ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่กำลังมีปัญหาถูกตีตลาด ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เหล็กประเภทต่าง ๆ ผลไม้อย่างองุ่น นอกจากนี้ อัตราการใช้สิทธิจากข้อตกลงทางการค้าของจีนยังต่ำกว่าข้อตกลงอื่น ๆ ทำให้มีแนวโน้มที่จีนอาจใช้ช่องทางดังกล่าว หากสหรัฐมีมาตรการที่รุนแรงกว่าที่คาด

สศช.แนะรับมือบริษัทจีนแปลงร่าง

สอดคล้องกับที่นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า กรณีของการเข้ารับตำแหน่งของนายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยผลกระทบจะต้องดูรายละเอียดของนโยบาย ซึ่งไม่ใช่แค่ว่าสหรัฐขึ้นภาษีจีนเท่าไร แต่หากขึ้นภาษีสินค้าที่เข้าสหรัฐ ที่มีชิ้นส่วนของจีนก็จะเป็นเรื่องโกลาหลพอสมควร

นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญประเทศไทยจะต้องมีกลไกที่จะทำให้ไทยเข้าเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทที่ย้ายฐานการผลิตเข้ามาเพื่อหลีกเลี่ยงการกีดกันทางการค้า เนื่องจากข้อมูลการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในปี 2567 มูลค่ากว่า 8 แสนล้านบาท พบว่าส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนสิงคโปร์ที่แปลงร่างจากจีน ดังนั้น บริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทยก็ต้องทำให้เป็นบริษัทไทย ไม่ว่าจะเป็นการให้คนไทยเข้าไปร่วมลงทุนหรืออย่างไร ขณะเดียวกันไทยจะต้องพยายามเป็นประเทศเป็นกลางของสงครามการค้า

“เนื่องจากไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐเป็นอันดับ 12 แม้ไม่เท่ากับจีนหรือเวียดนาม แต่ไทยอยู่ในจุดความเสี่ยงที่จะโดนกีดกันทางการค้า ซึ่งสภาพัฒน์และกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมไว้หลายสมมุติฐานว่าจะกระทบอย่างไร”

ไทยถูกเพ่งเล็งอันดับ 2 อาเซียน

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ประเมินว่า ไทยมีแนวโน้มถูกเพ่งเล็งจากนโยบายการค้าของสหรัฐ ภายใต้ Trump 2.0 สูงเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่มประเทศอาเซียน รองจากเวียดนาม เนื่องจากสหรัฐเสียเปรียบทางการค้ากับไทยในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการเกินดุลการค้าของไทยสูงและเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย

ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนจากการอ่อนค่าของค่าเงินบาทระยะหลัง จำนวนคำสั่งมาตรการ AD และ CVD ในหลายประเภทสินค้า (เช่น เหล็กและโลหะ แผงโซลาร์ และเคมีภัณฑ์) สูงกว่าคู่เทียบ รวมถึงการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรของไทยในอัตราที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับคู่ค้ารายอื่น

นอกจากนี้ สหรัฐยังเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย ด้วยมูลค่าการส่งออกสูงถึง 4.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 17% ของมูลค่าส่งออกทั้งหมด คิดเป็นกว่า 9.4% ของจีดีพีไทย ทำให้การยกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าสูงสุดถึง 20% ในระลอกนี้จะสร้างผลกระทบต่อภาคส่งออกของไทยอย่างมหาศาล ซึ่งจะเป็นการง่ายกับสหรัฐ ในการเรียกร้องสิทธิประโยชน์ทางการค้ากับไทย

เลือกไทย Supplier แทนจีน

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การส่งออกของไทยในปี 2568 นี้ มีความเสี่ยงมากมาย โดยเฉพาะความเสี่ยงจากนโยบายของนโยบายทรัมป์ 2.0 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการไทยและภาครัฐได้เตรียมรับมือไว้แล้ว และเชื่อว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาส ซึ่งจากที่ได้หารือกับผู้ส่งออกหลายรายพบว่า ประเทศผู้ซื้อต่าง ๆ หันมานำเข้าสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น โดยให้ไทยเป็น Supplier แทนจีน

โดยกรมได้สั่งการให้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั้ง 58 แห่ง ทำงานอย่างเข้มข้นและติดตามนโยบายทรัมป์ รวมไปถึงดูผลกระทบและโอกาสในทุกตลาดของสินค้าไทย ที่จะสามารถทดแทนสินค้าจีนในตลาดนั้น ๆ

ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ในฐานะประเทศที่มีการค้าเกินดุลกับสหรัฐ อยู่อันดับที่ 12 ของโลก และคาดว่าจะเสี่ยงได้รับผลกระทบโดยตรงกับนโยบายทรัมป์ 2.0 โดยข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ พบว่าปี 2567 ไทยมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐ 54,956.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยการนำเข้าจากสหรัฐมูลค่า 19,528.6 ล้านเหรียญสหรัฐ

พิชัยเตรียมเยือนสหรัฐ ก.พ.นี้

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัจจัยท้าทายจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าของสหรัฐ ซึ่งจะกระทบกับบรรยากาศการค้าโลก รวมไปถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์และวางแผนเตรียมความพร้อมร่วมกับภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ในต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2568 นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีแผนจัดคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงพาณิชย์ไปเยือนสหรัฐ เพื่อพูดคุยเจรจาแลกเปลี่ยนข้อมูลการค้าการลงทุนของไทยและสหรัฐ เพื่อลดผลกระทบโอกาสที่สหรัฐจะมีการขึ้นภาษีสินค้าที่มาจากประเทศไทย”

ส่วนแผนการรับมือยกระดับการส่งออกก็นโยบายมีมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการเจาะตลาดใหม่ ๆ เช่น เอเชียใต้ อินเดีย แอฟริกา ละตินอเมริกา ตะวันออกกลาง รวมไปถึงกลุ่มประเทศอาเซียน ที่แนวโน้มเศรษฐกิจมีการเติบโต จึงเป็นช่องทางในการขยายตลาดส่งออกสินค้าไทย

กกร.เสนอตั้ง “ทีมไทยแลนด์”

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และในนามคณะกรรมการภาคเอกชนร่วม 3 ฝ่าย (กกร.) เปิดเผยว่า ในมุมมองของภาคเอกชนมองว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นนักธุรกิจ นักเจรจา ซึ่งจากที่ประกาศนโยบายออกมา สิ่งที่รัฐบาลไทยทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ จำเป็นจะต้องรวบรวมข้อมูลว่า สหรัฐเสียเปรียบไทยในประเด็นอะไรบ้าง ซึ่งประเด็นสำคัญคือเรื่องของดุลการค้าที่เห็นชัด โดยจำเป็นต้องสรุปข้อมูลประเด็นต่าง ๆ ให้ได้โดยเร็ว เพราะมองว่าระยะเวลาสั้น

ภาคเอกชนรับทราบว่ารัฐบาลจะมีคณะทำงานขึ้นมาสรุปศึกษาผลกระทบการรับมือในตลาดสหรัฐ แต่ในคณะทำงานดังกล่าวยังขาดภาคเอกชนที่มีความรู้ ความเข้าใจถึงปัญหา และภาคเอกชนจะรู้ว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ เช่น แผงโซลาร์เซลล์ ยางล้อรถยนต์ ซึ่งมีส่วนสำคัญ และภาคเอกชนต้องการนำเสนอข้อมูลให้กับรัฐบาลเพื่อรับมือและแก้ไข เพราะหากเราเตรียมความพร้อมดีกว่าที่ไปแล้วไม่สามารถตอบอะไรได้เลย

“ภาคเอกชนจึงเห็นว่า ภาครัฐและเอกชนควรจับมือการตั้งเป็น คณะทีมไทยแลนด์ รับมือทรัมป์ 2.0 โดยเฉพาะ ซึ่งเดิมก็มีการตั้ง คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนและเอกชน หรือ กรอ. ซึ่งมีการประชุมร่วมกันปีละ 2 ครั้ง แต่จากปัญหาทรัมป์ 2.0 อาจต้องตั้งคณะทำงานชุดเล็กขึ้นมา เพื่อให้ทำงานร่วมกันโดยเฉพาะประเด็นนี้ ก็คาดหวังว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นประธานที่ประชุม เพื่อให้การเดินหน้าเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งในเรื่องข้อสรุปผลกระทบ แนวทางการแก้ไขต่าง ๆ”

เข้าพบนายกฯยื่นข้อเสนอ

นายสนั่นกล่าวว่า นอกจากนี้การเดินหน้าในการรับมือทรัมป์ 2.0 เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง จำเป็นจะต้องร่วมมือกันเพื่อสรุปหารือในการนำข้อมูลไปเจรจา ซึ่งควรจะจัดเป็นแพ็กเกจ ไม่ใช่การนำรายสินค้าเข้าไปพูดคุย เพราะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ต้องรู้เขารู้เรา และอ่านใจว่าสหรัฐต้องการอะไร การเปิดเผยข้อมูลในการเจรจาทั้งหมดอาจทำให้ไทยเสียเปรียบได้ ทั้งอาจต้องมีการหารือในด้านความมั่นคง ดังนั้นการต่อรองของไทยกับสหรัฐจำเป็นจะต้องรู้ว่าสหรัฐต้องการอะไร และไทยจะมีอะไรที่จะเข้าไปแลกเปลี่ยน ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องได้ผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทางภาคเอกชนต้องการนำแนวทางนี้เสนอให้กับภาครัฐ เพื่อตั้งคณะทำงานขึ้นมาร่วมกัน

โดยแนวทางดังกล่าวจะนำเสนออย่างไม่เป็นทางการให้กับนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากที่กลับจากการประชุม WEF ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส เพื่อต้องการให้เห็นการทำงานในลักษณะทีมไทยแลนด์ ที่จะเดินหน้าไปเจรจากับสหรัฐซึ่งเหลือเวลาไม่มากแล้ว เพราะเห็นว่ารัฐบาลคงต้องการเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และสหรัฐก็เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย และเห็นว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญ

อิเล็กทรอนิกส์ดิ้นเพิ่มไฮแวลู

นายวิบูลย์ รักสาสน์เจริญผล รองเลขาธิการ และเลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เราควรต้องทำ 3 อย่างให้เร็วที่สุด คือ 1.เข้าไปสู่ตลาดไฮแวลู คือผลิตชิ้นส่วนป้อนกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะตลาดใหญ่อยู่ที่อเมริกา ซึ่งทรัมป์ไม่มีทางปฏิเสธชิ้นส่วนนี้ได้เลย 2.ต้องเริ่มหาตลาดใหญ่อย่างแถบอินโดแปซิฟิก เพื่อมุ่งไปสู่ตลาดกรีนเอ็นเนอร์ยี่ (พลังงานสีเขียว)

3.ต้องหันกลับมาลดต้นทุนในองค์กรของตนเอง เพื่อลดความเสียเปรียบที่ต้องถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ขณะนี้หลายประเทศเริ่มมูฟตัวโดยเร็วทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เพราะเป็นประเทศที่โดนเก็บภาษี 10% บนพื้นฐานเดียวกัน ซึ่งไทยต้องเร่งเพราะหากช้าตลาดไฮแวลูจะเต็ม ทำให้ส่วนแบ่งและการต่อรองทำตลาดยากขึ้น

ผู้ส่งออกอาหารเกาะติดตั้งรับ

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด และในฐานะรองประธานกรรมการหอการค้าไทยและนายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า การส่งออกอาหารไปในตลาดสหรัฐ คำสั่งซื้อยังคงอยู่ในภาวะปกติ แม้จะยังไม่มากหากเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นเพราะผู้นำเข้าสหรัฐยังคงประเมินและดูท่าทีนโยบายของทรัมป์

แต่อย่างไรก็ดี ยังมองว่าสินค้าอาหารยังเป็นที่ต้องการ โดยส่วนใหญ่สินค้าอาหารที่ส่งไปในตลาดสหรัฐ เช่น ข้าวหอมมะลิ ผลไม้เมืองร้อน ปลากระป๋อง ยังเป็นที่ต้องการบริโภคอยู่ พร้อมกันนี้ยังมองภาพรวมการส่งออกสินค้าอาหารไปในตลาดสหรัฐในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 5% แม้จะลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีการขยายตัวประมาณ 10% ทั้งนี้ เป็นเพราะปัจจัยอื่นส่งผลกระทบรวมไปถึงเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างการฟื้นตัว

ทั้งนี้ จากการติดตามการนำเข้าสินค้าอาหาร ผู้นำเข้าสหรัฐมีการเร่งนำเข้าตั้งแต่ในช่วงไตรมาส 4 ของปี 2567 เนื่องจากกังวลการประกาศนโยบายของทรัมป์ 2.0 และในช่วงต้นปี 2568 ผู้นำเข้ายังคงสงวนท่าทีคำสั่งซื้อใหม่ ขณะที่ผู้ส่งออกของไทยขณะนี้ยังไม่ได้รับผลกระทบจากทรัมป์ 2.0 เนื่องจากยังไม่มีการประกาศเก็บภาษีกับประเทศไทย การรับมือของผู้ส่งออกส่วนใหญ่จึงอยู่ระหว่างการติดตามและประเมินผล รวมทั้งการมองหาตลาดใหม่เพื่อรองรับตลาดสหรัฐ เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง เป็นต้น แต่ทั้งนี้ สหรัฐก็ยังเป็นตลาดสำคัญของการส่งออกไทย

แบงก์เตือนความผันผวนค่าเงิน

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยถึงกรณีนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศถอนตัวจาก Paris Agreement ว่า หากแผนในเรื่องกรีนในสหรัฐดีเลย์ก็จะทำให้เรามีเวลาหายใจหายคอขึ้น แต่เทรนด์คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะสิ่งที่มาคู่ขนานกันมาจากเรื่องการแปรปรวนของสภาวะภูมิอากาศ ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงของการผลิต ความเสี่ยงของการใช้ชีวิตประชากรตามประเทศต่าง ๆ ซึ่งก็นำไปสู่งบประมาณของประเทศต่าง ๆ ที่ต้องนำไปเจือจุนในระบบเศรษฐกิจที่อาจสะดุดด้วยภัยธรรมชาติ

สำหรับผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนน่าจะมีความผันผวนจากนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน เชื่อว่าจะสร้างแรงกระตุกให้กับเศรษฐกิจโลกแน่นอน และไทยคงหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ ซึ่งไทยจะต้องหาวิธีการเจรจาเชิงรุกและทำความเข้าใจสหรัฐ จะช่วยเรื่องของระยะกลางได้ แต่เรื่องของระยะสั้นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะเห็นการแกว่งตัวของอัตราแลกเปลี่ยน และนโยบายการเงิน (Policy Rate) จะมีโอกาสลงหรือไม่

“ต้องดูจังหวะและการดำเนินงานของนโยบายที่ประกาศเร็วและแรงแค่ไหน จึงเป็นภาวะความผันผวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งผู้ประกอบการเองควรจะป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งด้านรายรับและต้นทุนในกรณีที่มีการส่งออกและนำเข้า เพราะว่าเป็นสถานการณ์ไม่ปกติ”

ธุรกิจเดินหน้าสีเขียวต่อ

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผลกระทบจากนโยบายทรัมป์ 2.0 เอกชนไม่ใช่การแค่ปรับตัวตั้งรับ แต่จำเป็นที่ต้องเดินหน้าเชิงรุก โดยไม่ต้องรอให้ทรัมป์ทำอะไรกับเราก่อน อย่างการหาตลาดใหม่ได้พยายามชี้แนะภาคเอกชนมาตลอด สำหรับนโยบายเรื่อง Green ต่อให้ทรัมป์ไม่สนับสนุนพลังงานสีเขียว หรือสินค้าสีเขียว

แต่ภาคอุตสาหกรรมยังคงต้องเดินตามนโยบายที่จะมุ่งไปสู่ Net Zero ไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว เนื่องจากยังมีตลาดอื่นอย่างยุโรปที่ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของกรีน การลดการปล่อยคาร์บอน ดังนั้นการผลิตสินค้า การใช้ และการลงทุนในเรื่องของพลังงานสะอาดก็ยังต้องทำต่อไป และที่สำคัญ ทรัมป์มีเวลาอยู่แค่ 4 ปี อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นก็อาจจะมีนโยบายที่เปลี่ยนไป